
ทรัมป์จ่อเก็บภาษีนำเข้า 'ยาชื่อสามัญ' 100% เริ่มสิงหาคม 2028
โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้ายาชื่อสามัญ (Generic drugs) 100% ในเดือนสิงหาคม 2028 และจะเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป บีบผู้ผลิตย้ายฐานผลิตเข้าสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเว้นภาษีนำเข้ายาสามัญ (Generic drugs) เป็นเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป แต่หลังจากหมดระยะเวลาผ่อนผันในเดือนสิงหาคมปี 2028 รัฐบาลจะเรียกเก็บภาษี 100% ทันที และจะปรับเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป
ทรัมป์โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคารว่า การกำหนดกรอบเวลาดังกล่าวมีขึ้นเพื่อกดดันให้ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตเข้ามาในสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่ากำแพงภาษีที่สูงลิ่วนี้คือ "บทลงโทษ" สำหรับบริษัทที่ไม่ยอมมาลงทุนตั้งโรงงานในสหรัฐฯ ภายในเวลา 2 ปีที่กำหนดไว้
สำหรับยาที่มีสิทธิบัตรและยาต้นแบบ (Branded drugs) ทรัมป์ยืนยันว่าอัตราภาษีจะยังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 เมษายน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 232 สั่งเก็บภาษี 100% กับผลิตภัณฑ์ยาและส่วนผสมที่มีสิทธิบัตรไปแล้ว แต่ยังคงข้อยกเว้นให้ยาชื่อสามัญ ยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) และส่วนผสมที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลให้เวลาบริษัทรายใหญ่ 120 วันก่อนที่มาตรการภาษี 100% จะมีผลบังคับใช้ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กซึ่งต้องพึ่งพาโรงงานรับจ้างผลิต มีเวลาเตรียมตัว 180 วัน
นอกจากนี้ บริษัทยายักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่ง เช่น Eli Lilly, Pfizer และ Novo Nordisk ได้ตกลงกับทรัมป์ว่าจะลดราคายาทั้งตัวเก่าและตัวใหม่ในตลาด ข้อตกลงนี้อยู่ภายใต้นโยบาย "Most Favored Nation" ที่มุ่งกดราคายาในสหรัฐฯ ให้ต่ำลงเทียบเท่าต่างประเทศ โดยแลกกับการยกเว้นภาษีให้บริษัทเหล่านี้เป็นเวลา 3 ปี
ที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้คำขู่เรื่องกำแพงภาษีและนโยบายดังกล่าวเป็นเครื่องมือกดดันบริษัทยาให้คุมราคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ชาวอเมริกันไม่ต้องจ่ายค่ายาแพงกว่าผู้ป่วยในประเทศกลุ่มรายได้สูงอื่นๆ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมยาอินเดีย เนื่องจากอินเดียคือผู้ส่งออกยาชื่อสามัญเข้าตลาดอเมริกาเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้ยาทั้งประเทศ สหรัฐฯ ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่รับซื้อยาจากอินเดียถึง 1 ใน 3 ของยอดส่งออกทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาราคาถูก
ขณะเดียวกัน ฝั่งจีนก็ผูกขาดตลาดวัตถุดิบยาต้นน้ำ (API) ที่สำคัญ เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) และเฮปาริน (Heparin) อย่างเบ็ดเสร็จ หลังจากนี้จึงต้องจับตาดูต่อไปว่าบรรดาผู้ผลิตจะปรับตัวรับมือกับกำแพงภาษีรอบใหม่อย่างไร







