
Longevity Economy ศึกใหม่ของโลก ไทยกำลังแข่งกับใครบ้าง?
Longevity Economy คือ น่านนำเศรษฐกิจใหม่ ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังวางรากฐานและตั้งเป้าไปให้ถึงรวมทั้งเทรนด์ในประเทศไทย มาดูกันว่าประเทศไทยกำลังแข่งกับใครบ้าง?
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของโลก จากแนวโน้มสังคมสูงวัยและต้นทุนมหาศาลของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทำให้หลายประเทศเปลี่ยนจากการ "รักษาเมื่อป่วย" มาเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันโรคและยืดอายุขัยอย่างมีสุขภาพดี
- ประเทศชั้นนำต่างแข่งขันด้วยยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน เช่น สิงคโปร์เน้นการดูแลเชิงป้องกัน ญี่ปุ่นพัฒนาเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านจีโนมิกส์ และสหรัฐอเมริกามีความแข็งแกร่งด้านการลงทุนจากภาคเอกชนในเทคโนโลยีชีวภาพ
- ไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ แต่ยังขาด "ยุทธศาสตร์ชาติ" ที่ชัดเจนด้านเศรษฐกิจอายุยืน แม้จะมีการวางรากฐานด้านข้อมูลสุขภาพและจีโนมิกส์ แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณที่เน้นการรักษาและพฤติกรรมสุขภาพของคนในประเทศ
หลายปีที่ผ่านมา โลกพูดถึง “Wellness Economy” ในฐานะเศรษฐกิจสุขภาพที่เติบโตจากธุรกิจฟิตเนส สปา อาหารสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่วันนี้หลายประเทศกำลังขยายจากแนวคิดเดิมไปสู่ การวางยุทธศาสตร์ “Longevity Economy” ที่มองการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดีเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ การลงทุน และนโยบายระดับชาติรวมไปถึงประเทศไทย!
ทำไม Longevity Economy จึงเป็นสมรภูมิใหม่ทางเศรษฐกิจ
สาเหตุสำคัญที่หลายฝ่ายมักจะหยิบยกมาพูดถึง คือ โครงสร้างประชากรโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ด้วยว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะเพิ่มจาก 1 พันล้านคนในปี 2563 เป็น 1.4 พันล้านคนในปี 2573 หรือคิดเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลก และจะเพิ่มเป็น 2.1 พันล้านคนภายในปี 2593 ขณะที่จำนวนผู้มีอายุ 80 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน
ปัญหาอีกประการ คือ ต้นทุนของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก็เป็นอีกแรงกดดันสำคัญ
งานวิจัยร่วมของ World Economic Forum และ Harvard School of Public Health ประเมินว่าโรค NCDs 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง มะเร็ง เบาหวาน และโรคทางจิตเวช จะสร้างความสูญเสียสะสมต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 47 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2553-2573 (ราว 1,579.2 ล้านล้านบาท)
โดยเฉพาะความเจ็บป่วยทางจิตเวชที่คาดว่าจะมีต้นทุนสูงถึง 16 ล้านล้านดอลลาร์
สำหรับประเทศไทย รายงานที่ทาง WHO ทำร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข แสดงให้เห็นว่า โรค NCDs สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ คิดเป็น 9.7% ของ GDP ไทย (ข้อมูลปี 2562)
ตัวเลขเหล่านี้คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนจากแนวคิด “รักษาเมื่อป่วย” เป็น “ลงทุนเพื่อยืดช่วงชีวิตที่แข็งแรง และป้องกันการเจ็บป่วย”
ตัวอย่าง 7 ประเทศที่กำลังสร้าง Longevity Economy
โพสต์ทูเดย์ สำรวจยุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า แต่ละประเทศวางนโยบายในประเด็น Longevity Economy แตกต่างกันไปตามจุดแข็งและบริบทของประเทศนั้นๆ โดยจะขอยกตัวอย่างในประเด็น ที่แต่ละประเทศโดดเด่น ดังนี้
- สิงคโปร์
สิงคโปร์ไม่ได้ลงทุนกับการสร้างโรงพยาบาลเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่ปฏิรูปทั้งระบบสาธารณสุขให้เน้นการดูแลตั้งแต่ยังไม่ป่วย ผ่านโครงการ Healthier SG ที่กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2566
โครงการนี้ให้ประชาชนลงทะเบียนกับแพทย์ประจำครอบครัวเพื่อรับแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2567 มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 960,000 คน หรือราว 40% ของกลุ่มเป้าหมาย และอัตราการเข้ารับการคัดกรองโรคเรื้อรังเพิ่มจาก 60.3% เป็น 62.6% เป้าหมายของโครงการนี้คือ “ลดค่าใช้จ่ายจากการรักษา” จึงเน้นไปที่การคัดกรองโรคเพื่อพบผู้ป่วยในขณะที่ เป็นแต่อาการยังเล็กน้อย รักษาหายและสูญเสียงบประมาณน้อยกว่า
- ญี่ปุ่น
นอกจากการพัฒนายา ญี่ปุ่นยังสร้าง อุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ เช่น หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ระบบ AI Care และเทคโนโลยี Smart Home ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านได้เองอย่างปลอดภัย
เนื่องจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนหลายประเทศ โดยประชากรอายุ 75 ปีขึ้นไปคาดว่าจะแตะ 22 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากร ภายในปี 2568 บริษัทวิจัยตลาดประเมินว่าตลาดเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ ของญี่ปุ่นมีมูลค่า 1.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 (ราว 3.96 หมื่นล้านบาท) และจะเติบโตเป็น 3.76 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2576 (ราว 1.26 แสนล้านบาท)
ขณะที่ภาครัฐและเอกชนทุ่มงบวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 2 แสนล้านเยน หรือราว 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.05 หมื่นล้านบาท)
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
UAE เป็นหนึ่งในประเทศที่เดินหน้าเรื่อง Longevity ชัดเจนที่สุด ผ่าน Emirati Genome Programme ที่เก็บตัวอย่าง DNA ของประชากรเอมิเรตส์แล้วกว่า 600,000 ตัวอย่าง เพื่อสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมอ้างอิงสำหรับการแพทย์แม่นยำ
นอกจากนี้ดูไบ 1 ใน 7 รัฐของ UAE ยังเปิดคลินิก Longevity แห่งแรกของเมือง เมื่อเดือนกันยายน 2567 ให้บริการด้านจีโนมิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพด้วย AI และการดูแลเชิงป้องกัน โดยมีแผนขยายสาขาไปยังกลุ่มประเทศ GCC หรือ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของ 6 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึง Silicon Valley ลอนดอน และโทรอนโตภายในปี 2569
เป้าหมายของ UAE ไม่ใช่แค่การเป็นศูนย์กลางโรงพยาบาล แต่ต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็น Longevity Hub ที่ขาย “การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”
- ซาอุดีอาระเบีย
หลายคนอาจคิดว่าซาอุดีอาระเบียลงทุนกับพลังงานเป็นหลัก แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ Vision 2030 ที่ต้องการกระจายเศรษฐกิจออกจากน้ำมัน รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ประกาศแผนลงทุนด้าน Wellness เทคโนโลยีชีวภาพ เมืองอัจฉริยะ และสุขภาพเชิงป้องกัน โดยผนวกเข้ากับโครงการเมืองใหม่อย่าง NEOM ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองเป็นต้นแบบเมืองแห่งสุขภาพและอายุยืนของภูมิภาค โดยลงทุนหลายแสนดอลลาร์ในการปฏิรูประบบสาธารณสุข การพัฒนายา การวิจัยจีโนมในประเทศ รวมไปถึงการวางโครงสร้างเมืองให้เป็น Smart City
🇬🇧 สหราชอาณาจักร
อังกฤษมอง Longevity เป็นโอกาสทางเทคโนโลยีชีวภาพ และการแพทย์แม่นยำ โดยรัฐบาลประกาศ UK Life Sciences Sector Plan ในปี 2568 พร้อมเงินสนับสนุนจากภาครัฐกว่า 2 พันล้านปอนด์ (ราว 9.06 หมื่นล้านบาท) ในจำนวนนี้มีงบ 600 ล้านปอนด์ (ราว 2.72 หมื่นล้านบาท) สำหรับสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพแห่งชาติที่เชื่อมข้อมูลจีโนม ข้อมูลวินิจฉัยโรค และข้อมูลคลินิกเข้าด้วยกัน โดยต่อยอดจากฐานข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่อย่าง UK Biobank, Genomics England และ Our Future Health
รัฐบาลอังกฤษระบุว่าอุตสาหกรรม Life Sciences หรือ อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ สร้างรายได้ให้ประเทศราว 1.47 แสนล้านปอนด์ต่อปี (ราว 6.66 ล้านล้านบาท) และจ้างงานกว่า 360,000 ตำแหน่ง
🇺🇸 สหรัฐอเมริกา
จุดแข็งของสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่นโยบายภาครัฐ แต่คือพลังของภาคเอกชนที่ลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์แม่นยำ และ AI ด้านสุขภาพ จนกลายเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพด้านอายุยืนระดับโลก
ภาครัฐสนับสนุนผ่านหน่วยงานอย่าง Advanced Research Projects Agency for Health (ARPA-H) ซึ่งได้รับงบประมาณคงที่ราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วงปีงบประมาณ 2566-2568 (ราว 5.04 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนงานวิจัยเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูง ควบคู่กับงบของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านอายุยืนอย่าง Altos Labs และ Retro Biosciences ต่างระดมทุนจากนักลงทุนเอกชนรายใหญ่เพื่อวิจัยการชะลอวัยระดับเซลล์
🇰🇷 เกาหลีใต้
เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในโลก กระทรวงมหาดไทยเกาหลีใต้รายงานว่าประเทศเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2567 โดยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปกว่า 10.24 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่อัตราการเกิดยังอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลกที่ 0.75 คนต่อสตรี 1 คนในปี 2567
แรงกดดันสองด้านนี้ผลักดันให้เกาหลีใต้ลงทุนหนักด้าน AI Healthcare, Digital Health, การแพทย์แม่นยำ และเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น บริษัทยา Eli Lilly ที่ประกาศทุ่มงบวิจัยด้านอายุยืนในเกาหลีใต้กว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.68 หมื่นล้านบาท)
ไทยอยู่ตรงไหน
สำหรับภูมิภาคอาเซียน “สิงคโปร์” เป็นตัวอย่างและมาตรฐานชั้นดีที่ประเทศในภูมิภาคนี้กำลังแข่งขัน ประเทศไทยเองก็เช่นกัน แม้ว่าไทยจะสามารถเอาชนะในด้าน Medical Tourism โดยเป็นอันดับที่ 5 ของโลกได้ และทำให้แบรนด์ Medical Hub มีชื่อเสียงมานาน
นอกจากนี้ธุรกิจที่ Wellness ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการหลายตัว เช่น สมุนไพรไทย สปา ฯลฯ ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงจุดแข็งของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งทำให้รายได้ด้าน Medical Hub เติบโตอย่างต่อเนื่อง
แต่อย่างที่เกริ่นตั้งแต่ต้นว่า Longevity Economy ไม่ได้จบแค่สินค้าและบริการ แต่คือ “นโยบาย” ของประเทศ ซึ่งเกี่ยวโยงกับระบบสาธารณสุขของคนไทยด้วย
เมื่อมองผ่านงบประมาณด้านสุขภาพของไทย ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่การรักษาเมื่อป่วยเป็นหลัก และเป็นกับดักหลุมใหญ่ เพราะถมเท่าไหร่ก็ไม่พอ ..ในขณะเดียวกัน ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์
รวมไปถึง “ความรู้ด้านสุขภาพและสาธารณสุข” ของคนไทยที่จะสามารถเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะดูแลตัวเอง และผลักดันแนวคิด Longevity ให้ไปได้อีกไกลนั้นยังน้อยนัก ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยจากระบบติดตามแบบเรียลไทม์ในปี 2569 ว่า แม้หลายกลุ่มวัยจะมี Health Literacy อยู่ในระดับสูง (เช่น วัยทำงานกว่า 90%) แต่ พฤติกรรมสุขภาพยังไม่สอดคล้องกับความรู้ โดยคนมากกว่าครึ่งยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค NCDs เช่น รับประทานอาหารหวาน มัน และเค็มเกินเกณฑ์ ซึ่งนี่คือคู่แข่งตัวสำคัญของระบบ Longevity ในประเทศ!
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีให้หลัง ไทยได้วางรากฐานหลายอย่างที่สำคัญในระบบสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็น การผลักดันให้เกิดการคัดกรองโรคก่อนเจ็บป่วย และการผลักดันนวัตกรรมการคัดกรองโรคเพิ่มขึ้น
การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั้งประเทศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษาระหว่างโรงพยาบาล โดยให้ประชาชนเป็นผู้ควบคุมการให้สิทธิเข้าถึงข้อมูลของตนเอง และขยายการเชื่อมต่อผ่านแอป ทางรัฐ เพื่อให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง ลดการตรวจซ้ำและการรักษาที่ซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการแพทย์แม่นยำและการดูแลผู้ป่วยระยะยาว อีกทั้ง กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับ WHO กำลังพัฒนาระบบ Digital Health Wallet และผลักดันมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและควบคุมข้อมูลสุขภาพของตนเอง รวมทั้งรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ
โครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 1 (2563-2567) ใช้งบประมาณกว่า 4,470 ล้านบาท ถอดรหัสพันธุกรรมประชากรไทยไปแล้วกว่า 34,000 ราย จากเป้าหมาย 50,000 ราย และกำลังเดินหน้าสู่ระยะที่ 2 (2568-2572) ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจการแพทย์แม่นยำในอนาคต
นอกจากนี้ ไทยยังมีกรอบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMP) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับดึงดูดการลงทุนด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด ซึ่งมีการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยีและการกำกับดูแลมาอย่างต่อเนื่อง
….
แต่สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือ “ยุทธศาสตร์ Longevity Economy” อย่างเป็นทางการ เหมือนสิงคโปร์หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ผ่านมายังเป็นการผลักดันจากหน่วยงานแต่ละส่วน แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดการเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศมากเท่าที่ควรจะเป็น .. ซึ่งแน่นอนว่า การวางยุทธศาสตร์ประเทศ ก็ต้องตามมาด้วย “งบประมาณ” ที่รัฐต้องนำมาลง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญหรือไม่ ที่จนถึงป่านนี้ การผลักดัน Longevity Economy ยังคงอยู่ในระดับนโยบายของกระทรวง โรงเรียนแพทย์ และภาคเอกชน ต่างคนต่างทำและผลักดันกันอย่างต่อเนื่อง.







