posttoday
สธ.ส่งสัญญาณแรง! ต้องแก้กฎหมายกำกับ “บัตรทอง” หลัง รพ.รัฐ 400 แห่ง เงินบำรุงเหลือแค่ 3 เดือน

สธ.ส่งสัญญาณแรง! ต้องแก้กฎหมายกำกับ “บัตรทอง” หลัง รพ.รัฐ 400 แห่ง เงินบำรุงเหลือแค่ 3 เดือน

14 กรกฎาคม 2569

สธ. เสนอแก้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลัง รพ.รัฐกว่า 400 แห่งขาดสภาพคล่อง เงินบำรุงอยู่ได้ 3 เดือน ชี้ทำงานร่วม สปสช. 'ยังไม่เพียงพอ' จากปัญหาระบบบริหารบอร์ดสปสช.

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอทบทวนโครงสร้างการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) พร้อมผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายในเวทีสัมนา เชิงนโยบาย (ระดับประเทศ) เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวานนี้ (13 กรกฎาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา

โดยระบุว่าการทำงานร่วมกันระหว่าง สธ. และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในปัจจุบัน "ยังไม่เพียงพอ" ขณะที่โรงพยาบาลในสังกัด สธ. กว่า 400 แห่งกำลังเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน จากต้นทุนการรักษาที่สูงกว่าอัตราการชดเชยที่ได้รับ

 

สธ.ส่งสัญญาณแรง! ต้องแก้กฎหมายกำกับ “บัตรทอง” หลัง รพ.รัฐ 400 แห่ง เงินบำรุงเหลือแค่ 3 เดือน

 

 

นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัชหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรงพยาบาลของรัฐไม่สามารถปฏิเสธผู้ป่วยได้ ไม่ว่าประชาชนจะใช้สิทธิการรักษาใด เพราะเมื่อประชาชนเข้ามารับบริการ โรงพยาบาลมีหน้าที่ให้การดูแลและรักษา

 

"ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ อัตราการจ่ายชดเชยไม่ทันต้นทุนที่แท้จริง ขณะที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความต้องการรับบริการไม่มีขีดจำกัด แต่โรงพยาบาลของรัฐมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยทั้งหมด" นพ.สุภโชคกล่าว

 

เขาระบุว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในสังกัด สธ. กว่า 400 แห่งอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่อง โดยมีเงินบำรุงคงเหลือรวมประมาณ 19,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงานได้เฉลี่ยประมาณ 3 เดือน

 

"หลังสถานการณ์โควิด-19 โรงพยาบาลหลายแห่งเคยมีเงินสะสมอยู่พอสมควร แต่เมื่ออัตราการจ่ายไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ทำให้เงินสะสมค่อย ๆ ลดลงจนหลายแห่งเข้าสู่ภาวะติดลบ"

 

 

จ่อปรับอัตราเหมาจ่ายเป็น 9,100 บาท/RW 

 

นพ.สุภโชคกล่าวว่า สธ.รับภาระดูแลประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติราว 41 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 87% ของผู้ใช้สิทธิ UC ทั้งประเทศ แต่ได้รับงบประมาณเพียงประมาณ 64% ของภาระที่รับผิดชอบ ทำให้เกิดช่องว่างงบประมาณเกือบ 50,000 ล้านบาท

 

"โรงพยาบาลต้องรับภาระต้นทุนบุคลากรจำนวนมาก ทั้งข้าราชการและบุคลากรที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ ซึ่งต้องใช้เงินนอกงบประมาณมาจ้างราว 7 หมื่นล้านบาท เพราะไม่สามารถบรรจุเป็นข้าราชการได้ทั้งหมด"

 

นพ.สุภโชค ระบุว่า ปัจจุบัน สธ.มีภาระค่าใช้จ่ายบุคลากรข้าราชการประมาณ 85,000 ล้านบาทต่อปี และบุคลากรที่จ้างด้วยเงินนอกงบประมาณอีกราว 70,000 ล้านบาท ทำให้ปีนี้มีมาตรการบรรจุบุคลากรเพิ่ม 14,000 อัตรา เพื่อลดการสูญเสียกำลังคนออกจากระบบ พร้อมหาแนวทางเพิ่มแหล่งเงินเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ

 

สำหรับต้นทุนการรักษาผู้ป่วยใน (IPD) เขาระบุว่า ปัจจุบันอัตราชดเชยอยู่ที่ 8,350 บาทต่อ RW ซึ่งยังต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง โดย สธ.เคยเสนอให้ปรับเป็น 10,000 บาทในปีงบประมาณ 2570 และเพิ่มเป็น 13,000 บาทในปี 2571-2572 ก่อนหารือร่วมกับ สปสช. และคาดว่าจะสามารถปรับได้เป็นประมาณ 9,100 บาท ในเบื้องต้นปีงบประมาณ 2570

 

นพ.สุภโชคกล่าวว่า สธ.และ สปสช. กำลังร่วมกันปรับปรุงการบริหารงบประมาณ ทั้งการควบคุมกองทุนเฉพาะ การกำกับการเบิกจ่ายค่ารักษาโรคราคาสูง  และการตรวจสอบเวชระเบียนให้มีความถูกต้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและสนับสนุนการของบประมาณเพิ่มเติมในอนาคต

 

ทั้งนี้ สธ.เสนอแนวทางปรับปรุงระบบหลักประกันสุขภาพ ได้แก่ การทบทวนงบประมาณ UC ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง การพัฒนาระบบจัดสรรงบประมาณตามต้นทุนรายโรคให้มีความละเอียดและเป็นธรรมมากขึ้น การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation) การปรับโครงสร้างคณะกรรมการ สปสช. เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารกองทุน

 

สธ.ส่งสัญญาณแรง! ต้องแก้กฎหมายกำกับ “บัตรทอง” หลัง รพ.รัฐ 400 แห่ง เงินบำรุงเหลือแค่ 3 เดือน

 

 

ปลัดฟาดแรง! บอร์บริหารควรมีผู้ให้บริการราว 40% เพราะรู้ปัญหาและสะท้อนการใช้งบจริง

 

ขณะที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า ผู้ให้บริการไม่ควรได้รับผลกระทบจากรูปแบบการบริหารงบประมาณ UC ในปัจจุบัน พร้อมเห็นว่าคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการของ สปสช. ควรชี้แจงผลการดำเนินงานและแนวทางการบริหารกองทุนต่อสาธารณะให้มากกว่าที่เป็นอยู่

 

"ประชาชนควรได้รับบริการทั้งด้านการรักษา การป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพอย่างคุ้มค่ากับงบประมาณที่รัฐจัดสรร ขณะเดียวกัน การออกแบบโครงสร้างบอร์ดควรมีความสมดุลมากขึ้น จึงเห็นว่าการปรับแก้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นเรื่องที่จำเป็น"

 

ปลัด สธ.เสนอว่า ควรเพิ่มสัดส่วนตัวแทนผู้ให้บริการในคณะกรรมการ สปสช. ให้สะท้อนภาระการให้บริการที่แท้จริง โดยอาจมีสัดส่วนราว 40% ของคณะกรรมการทั้งหมด พร้อมเสนอให้มีหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ประเมินประสิทธิภาพการบริหารกองทุนและการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หรือโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP)

 

นพ.สมฤกษ์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการของโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในภูมิภาคที่ต้องรับผู้ป่วยจำนวนมาก ขณะที่ยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและการแข่งขันด้านค่าตอบแทนกับภาคเอกชนและโรงเรียนแพทย์

 

"ช่วงปี 2568 ถือเป็นสถานการณ์ที่หนักที่สุด โรงพยาบาลบางแห่งไม่มีเงินเพียงพอสำหรับจัดซื้อยา แต่ในปี 2569 ทั้ง สธ. และ สปสช. เริ่มหันหน้ามาหารือเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน"

 

อย่างไรก็ตาม ปลัด สธ.เห็นว่า แม้จะมีการปรับรูปแบบการทำงานร่วมกันแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงยังมีความจำเป็นต้องผลักดันการปรับแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพสามารถรองรับภาระการให้บริการได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

สธ.ส่งสัญญาณแรง! ต้องแก้กฎหมายกำกับ “บัตรทอง” หลัง รพ.รัฐ 400 แห่ง เงินบำรุงเหลือแค่ 3 เดือน

 

ข่าวล่าสุด

ครม.เคาะ 18.8 ล้านคน เข้าคัดกรองรับสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ ลุ้นประกาศผล 17 ก.ค.

ครม.เคาะ 18.8 ล้านคน เข้าคัดกรองรับสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ ลุ้นประกาศผล 17 ก.ค.