
ในหลวงโปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ ‘ฌอน ชยสาโร’ ต่างชาติองค์แรกของไทย
จากเกาะไอล์ออฟไวท์สู่ร่มกาสาวพัสตร์ไทย วันนี้ชื่อ ‘ฌอน ชยสาโร’ ถูกจารึกเป็นสมเด็จพระราชาคณะชาวต่างชาติองค์แรก ภายใต้พระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์รวม 8 รูป
KEY
POINTS
- ในหลวงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์ 8 รูป ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ
- หนึ่งในนั้นคือ พระพรหมพัชรญาณมุนี หรือ พระอาจารย์ฌอน ชยสาโร ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
- การสถาปนาครั้งนี้ทำให้พระอาจารย์ฌอน ชยสาโร เป็นพระภิกษุชาวต่างชาติรูปแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะของไทย
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณและมีอุปการะยิ่งแก่พระพุทธศาสนา ให้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ จำนวน 8 รูป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาสมณศักดิ์ ดังนี้
- พระพรหมวชิรมงคล เป็น สมเด็จพระญาณวชิรมงคล
- พระพรหมวชิราธิบดี เป็น สมเด็จพระมหาวชิราธิบดี
- พระพรหมวชิรมุนี เป็น สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี
- พระพรหมวชิรากร เป็น สมเด็จพระพุทธวชิรากร
- พระพรหมดิลก เป็น สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก
- พระพรหมโมลี เป็น สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี
- พระพรหมสิทธิ เป็น สมเด็จพระวชิรสิทธิธาจารย์
- พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็น สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
การสถาปนาพระพรหมพัชรญาณมุนี หรือ “พระอาจารย์ฌอน ชยสาโร” ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของคณะสงฆ์ไทย เนื่องจากเป็นพระภิกษุผู้ถือกำเนิดในต่างประเทศรูปแรกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นสู่สมณศักดิ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะ
พระราชทินนามที่จารึกในสุพรรณบัฏ คือ สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี ศรีวิปัสสนาภาวนาโกศล โสภณธรรมานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลวิเทศกิจธาดา สุสีลาจารวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี
ปัจจุบันสถิตอยู่ ณ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา และมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป โดยประกาศดังกล่าวลงวันที่ 14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน
จากอังกฤษสู่ศิษย์หลวงพ่อชา
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี มีนามเดิมว่า ฌอน ไมเคิล ชิเวอร์ตัน หรือ Shaun Michael Chiverton เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2501 บนเกาะไอล์ออฟไวท์ ประเทศอังกฤษ
ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านเริ่มต้นจากความสนใจในการค้นหาความจริงและความหมายของชีวิต ก่อนออกเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อแสวงหาคำตอบ กระทั่งได้พบหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา และเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเมื่อปี 2521
ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระโพธิญาณเถร หรือหลวงพ่อชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์สายวัดป่าผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศ
ปี 2523 ท่านบรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีหลวงพ่อชาเป็นพระอุปัชฌาย์ ก่อนศึกษาพระธรรมและฝึกปฏิบัติตามแนวทางพระกรรมฐานอย่างต่อเนื่อง
ระหว่างปี 2540-2545 ท่านได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาและปฏิบัติธรรมของพระภิกษุชาวต่างชาติในสายหลวงพ่อชา
ต่อมาในปี 2563 ท่านได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นกรณีพิเศษ และในปี 2567 ได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ “พระพรหมพัชรญาณมุนี” ก่อนก้าวขึ้นสู่สมณศักดิ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะในครั้งนี้
ตลอดเส้นทางในร่มกาสาวพัสตร์ สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนีมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดหลักธรรมให้เข้าถึงผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผ่านการแสดงธรรม การอบรมปฏิบัติธรรม และงานเขียนจำนวนมาก โดยเฉพาะ “อุปลมณี” หนังสือที่เรียบเรียงเรื่องราวและปฏิปทาของหลวงพ่อชา
จากชายหนุ่มผู้เดินทางออกจากเกาะเล็ก ๆ ในประเทศอังกฤษเพื่อตามหาความหมายของชีวิต สู่พระภิกษุผู้สืบทอดแนวทางวัดป่าไทย การสถาปนาครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความก้าวหน้าในสมณศักดิ์ แต่ยังจารึกภาพของพระพุทธศาสนาในฐานะสะพานเชื่อมผู้คนต่างภาษาและวัฒนธรรมไว้ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย







