
เจาะลึก “ปรากฏการณ์” และ “อนาคต” ยาลดน้ำหนัก GLP-1
เจาะลึก “ปรากฏการณ์” และ “อนาคต” ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 .. ทำความเข้าใจยากลุ่มนี้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อต่อสู้ โรคเรื้อรัง!
KEY
POINTS
- ยา GLP-1 เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์สำหรับรักษา "โรคอ้วน" ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง โดยออกฤทธิ์ที่สมองและกระเพาะอาหารทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและนานขึ้น ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักเพื่อความงาม
- ชี้การใช้ยาในผู้ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์มีความเสี่ยงทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญเสียหาย จึงจำเป็นต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และใช้แนวทาง Quality Weight Loss เป็นสำคัญ
- เผยทิศทางการพัฒนาในอนาคต (Future Pipeline) มุ่งเน้นการผสม GLP-1 กับฮอร์โมนอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขยายการรักษาไปสู่โรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคไขมันพอกตับ และพัฒนารูปแบบยารับประทาน
ในหน้าประวัติศาสตร์การแพทย์และการลงทุนยุคใหม่ ยานวัตกรรมกลุ่ม “GLP-1" ได้ส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ทั้งในตลาดทุนและวงการสุขภาพ
ภายใต้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า “ยากลุ่ม GLP-1” คือ “ยาลดน้ำหนัก” ที่คนไทยอาจคุ้นชินกับวัตถุประสงค์เพื่อความงามเพราะ “อยากหุ่นดี” เท่านั้น
แต่สาเหตุที่แท้จริงของการที่ “ยากลุ่ม GLP-1” ถูกจับตามอง ไม่ใช่เรื่องความงาม
แต่คือวิกฤตสุขภาพระดับโลกอย่าง “โรคอ้วน” ซึ่งเป็นภัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอีกมากมายนับไม่ถ้วน และสร้างภาระต่อการดำเนินชีวิต และท้ายที่สุดคือภาระต่องบประมาณรัฐซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่!
โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสพิเศษ สัมภาษณ์ นพ.กูรุดัตต์ นายัก (Dr.Gurudutt Nayak) ผู้อำนวยการฝ่าย Medical และ Regulatory แห่ง บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ถึง ปรากฎการณ์ และ อนาคตของยาลดน้ำหนัก GLP-1
ปฐมบทการค้นพบ GLP-1
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นจากการค้นพบฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติในลำไส้ที่จะหลั่งออกมาเมื่อเราทานอาหาร ในยุคแรก ยาที่เลียนแบบฮอร์โมนนี้ถูกนำมาใช้รักษา "โรคเบาหวานประเภทที่ 2" แต่แพทย์กลับพบผลข้างเคียงที่น่าทึ่ง นั่นคือผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นพ.กูรุดัตต์ อธิบายถึงกลไกที่ทำให้ยาตัวนี้กลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดน้ำหนักว่า...
"ในสมองของเรามีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน คือส่วนที่สั่งให้หิว และส่วนที่บอกว่าอิ่มแล้ว ตัวยา GLP-1 จะเข้าไปทำให้สมองส่วนที่รับรู้ความอิ่ม รู้สึกว่าเราอิ่มแล้ว ทั้งๆ ที่บางทีเราอาจจะเพิ่งทานอาหารไปแค่ครึ่งเดียว"
"นอกจากนี้ ยายังไปสั่งการให้กระเพาะอาหารบีบตัวและทำงานช้าลง อาหารจึงตกค้างอยู่ในกระเพาะ ทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น ความถี่ในการกินจึงลดลง และเมื่อปริมาณแคลอรีลดลงอย่างต่อเนื่อง น้ำหนักก็จะลดลงในที่สุด"
เมื่อ "ความอ้วน" ไม่ใช่แค่เรื่องของคนกินเยอะและขี้เกียจออกกำลังกาย
ยากลุ่ม GLP-1 ไม่ได้มาจากความต้องการด้านความงาม เพียงอย่างเดียว แต่มาจากวิกฤตสุขภาพระดับสากล
นพ.กูรุดัตต์ ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในปี 2022 มีประชากรที่เป็นโรคอ้วนกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 2,000 ล้านคนภายในปี 2035
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤต
โดยปัจจุบันมีอัตราผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินสูงถึง 42.2% และคาดว่าจะแตะ 45% ในปี 2025
ทั้งนี้ ประเทศไทยรั้งอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากบรูไนและมาเลเซีย
แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือตัวเลขในกรุงเทพมหานคร
"สถานการณ์ในไทยน่ากังวลมาก เฉพาะในกรุงเทพฯ มีผู้มีภาวะน้ำหนักเกินสูงถึง 56.4% พูดง่ายๆ คือ เดินมา 2 คน จะมีคนอ้วนแล้ว 1 คน นอกจากนี้ 1 ใน 5 ของเด็กในกรุงเทพฯ ก็มีภาวะโรคอ้วนแล้วเช่นกัน”
นพ.กูรุดัตต์ เน้นย้ำว่า สังคมต้องเปลี่ยนมุมมองต่อความอ้วนใหม่ ด้วยองค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมการแพทย์ทั่วโลกได้ประกาศให้ โรคอ้วนเป็น "โรคเรื้อรัง" ที่ต้องได้รับการรักษา ไม่ต่างจากโรคความดันหรือโรคหัวใจ
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดวงการแพทย์จึงให้ความสำคัญกับการรักษาโรคอ้วน นพ.กูรุดัตต์ นายัก อธิบายว่า การลดน้ำหนักไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเรื่องรูปร่าง แต่สามารถลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิดได้ โดยประโยชน์ต่อสุขภาพจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของน้ำหนักตัวที่ลดลง ตามงานวิจัย ดังนี้
- หากลดน้ำหนักได้ประมาณ 5% ช่วยลดความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด
- หากลดน้ำหนักได้ประมาณ 5-10% ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดไขมันพอกตับ และช่วยให้อาการของภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ดีขึ้นในผู้ป่วยบางราย
- หากลดน้ำหนักได้ประมาณ 10-15% มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดภาวะพังผืดในตับ และบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมจากการรับน้ำหนัก
- หากลดน้ำหนักได้มากกว่า 15% ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายอาจเข้าสู่ภาวะสงบของโรค (Diabetes Remission) และมีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรุนแรงในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ได้
"เป้าหมายของการรักษาโรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่คือการลดความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น"
นพ.กูรุดัตต์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า โรคอ้วนเกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อน ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และระบบประสาท ไม่ใช่แค่เรื่องของคนขาดวินัย ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ประชาชนถูกล้อมรอบด้วยอาหารที่กระตุ้นความอยาก (Hedonic eating) การใช้เพียง "ใจสู้" จึงมักพ่ายแพ้ต่อ "ฮอร์โมนความหิว"
ยา GLP-1 จึงเป็น “หนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์” ในการรักษาโรคอ้วน
อย่างไรก็ตาม เมื่อยา GLP-1 กลายเป็นที่ต้องการ ก็พบว่าคนจำนวนมากที่ไม่ได้มีภาวะโรคอ้วน (BMI ต่ำกว่า 27) กลับขวนขวายหายามาฉีดเพื่อหวังผลเรื่องความสวยงาม ซึ่งวงการแพทย์กำลังออกมาเตือนถึง อันตรายจากภาวะ "ผอมแต่พัง"
เมื่อร่างกายรับแคลอรีน้อยลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะดึงพลังงานสะสมมาใช้ โดยธรรมชาติ น้ำหนักที่หายไปจะเป็น ไขมัน 75% และ มวลกล้ามเนื้อ 25%
แต่หากผู้ใช้ยาทานอาหารไม่เพียงพอ ขาดโปรตีน และไม่ออกกำลังกาย มวลกล้ามเนื้อจะหายไปมากกว่านั้น ซึ่งกล้ามเนื้อคือเตาเผาพลังงานหลักของร่างกาย หากกล้ามเนื้อหายไป ระบบเผาผลาญจะพังทลาย รวมไปถึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลง
“ เวลาที่กล้ามเนื้อหายไปเยอะกว่าไขมัน จะทำให้เกิดความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการยกของ การเดิน หรือการทรงตัวต่างๆ ก็จะทำได้แย่ลง อันนี้เป็นผลเสียโดยตรงของการลดน้ำหนักที่สูญเสียกล้ามเนื้อมากเกินไป
อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าเกิดกล้ามเนื้อหายไปมากๆ อาจจะทำให้เกิดภาวะ Sarcopenia (ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย) ได้ และจะนำไปสู่ปัญหาเรื่องโรคกระดูกบาง หรือกระดูกพรุนตามมา” นพ.กูรูเตือนสติ
โดยเน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักที่มีคุณภาพ หรือ Quality Weight Loss ต้องไม่ดูแค่น้ำหนักบนตาชั่งที่ลดลง แต่ต้องมุ่งเน้นที่ 'การลดไขมัน' และ'รักษามวลกล้ามเนื้อ' ไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของร่างกาย
“ในทางการแพทย์ เราไม่แนะนำให้ผู้ที่ไม่ได้มีภาวะน้ำหนักเกินใช้ยานี้เพียงเพื่อหวังผลด้านความสวยงาม"
นพ.กูรุดัตต์ย้ำ และระบุว่าการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ และการควบคุมพฤติกรรมการกิน และ การออกกำลังกายยังเป็น “พื้นฐานสำคัญ” สำหรับการจัดการความอ้วนในทุกรูปแบบ!
......
อนึ่ง แม้ยากลุ่ม GLP-1 จะถูกยกให้เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของการรักษาโรคอ้วน แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกกลับเน้นย้ำว่า
ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ "ทางลัด" สำหรับการลดน้ำหนักในคนทั่วไป
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแนวทางการใช้ GLP-1 สำหรับโรคอ้วนเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า ควรใช้ในผู้ใหญ่ที่มีภาวะโรคอ้วนตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้แทนการดูแลสุขภาพพื้นฐาน
นอกจากนี้ WHO ยังเตือนถึงความท้าทายด้านความเท่าเทียมในการเข้าถึงยา ราคาที่ยังสูง รวมถึงปัญหายาปลอมและยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดทั่วโลก
Future Pipeline จากการลดน้ำหนัก สู่การรักษาโรคเรื้อรังในอนาคต
สำหรับทิศทางการพัฒนายากลุ่ม GLP-1 ในอนาคต นพ.กูรุดัตต์ ระบุว่า งานวิจัยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลดน้ำหนัก แต่กำลังพัฒนาให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้หลายกลไกมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายไปสู่การรักษาโรคอื่นๆ
"GLP-1 ยังคงเป็นหลักอยู่ แต่ตัวอื่น ๆ ที่จะพัฒนาต่อไป จะเป็น GLP-1 คู่กับฮอร์โมนตัวอื่น เช่น Amylin ซึ่งอาจช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษา และนำไปสู่ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้"
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนายาที่ออกฤทธิ์หลายกลไก (Multi-agonists) ซึ่งเป็นอีกทิศทางที่ได้รับความสนใจ
"นอกเหนือจากนี้ ยังมี Triple agonist คือการผสมผสานการออกฤทธิ์ของ GLP-1 ร่วมกับ Amylin และ Glucagon ซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลในการลดน้ำหนัก และอาจให้ประโยชน์ด้านอื่นนอกเหนือจากการลดน้ำหนักด้วย”
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือการศึกษาการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับจากความผิดปกติของการเผาผลาญ (MASH) ซึ่งอาจลุกลามจนเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้
"เมื่อมีไขมันสะสมที่ตับมากขึ้น ก็จะเกิดการอักเสบ เกิดพังผืด และอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็งแล้วจะรักษาได้ยาก ปัจจุบันจึงมีการศึกษายารุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับในผู้ป่วยกลุ่มนี้”
ขณะเดียวกัน บริษัทผู้พัฒนายาหลายแห่งยังเดินหน้าวิจัย GLP-1 ในรูปแบบยาเม็ดรับประทาน ซึ่งหากได้รับการอนุมัติในอนาคต อาจช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยที่ไม่สะดวกใช้ยาฉีด และทำให้การเข้าถึงการรักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น
….
GLP-1 ได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยาระดับโลก โดยบริษัทวิจัยตลาดหลายแห่งประเมินว่า ตลาดยากลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตแตะระดับ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในทศวรรษหน้า จากจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายข้อบ่งใช้ไปยังโรคหัวใจ โรคไต และโรคไขมันพอกตับ (ที่ไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม)
ส่งผลให้การแข่งขันด้านการวิจัยระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่ทวีความเข้มข้น ทั้งการพัฒนายารุ่นใหม่ ยาเม็ดรับประทาน และยาที่ออกฤทธิ์หลายกลไก ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มเผชิญโจทย์สำคัญเรื่องการจัดสรรงบประมาณและการกำหนดเกณฑ์การเข้าถึงยา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการแพทย์กับความยั่งยืนของระบบสุขภาพ
แม้ยา GLP-1 ได้เปิดประตูบานใหม่ให้กับวงการสุขภาพ เปลี่ยนความสิ้นหวังของผู้ป่วยโรคอ้วนให้กลายเป็นความหวัง และพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมยาให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
แต่อย่างที่ นพ.กูรุดัตต์ ได้ย้ำเตือนไว้ว่า ยากลุ่ม GLP-1 ไม่ใช่ยาวิเศษ มันเป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่ช่วยให้เราต่อสู้กับฮอร์โมนความหิวของตัวเองได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว รากฐานของสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ทั้งการคงมวลกล้ามเนื้อ ป้องกันการโยโย่ และหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง ล้วนยังคงต้องพึ่งพา "การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต" ทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
.....
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ประกอบกับข้อมูลจากแนวทางวิชาการและข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลด้านสุขภาพและพัฒนาการของนวัตกรรมทางการแพทย์ ไม่ใช่คำแนะนำในการใช้ยา ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนหรือปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและการรักษาที่เหมาะสม







