posttoday
คุ้มหรือไม่? เปิดคณะแพทย์ใหม่ แก้วิกฤต!  คณบดีจุฬาฯ ชี้ต้องรอผลขั้นต่ำ 10 ปี

คุ้มหรือไม่? เปิดคณะแพทย์ใหม่ แก้วิกฤต! คณบดีจุฬาฯ ชี้ต้องรอผลขั้นต่ำ 10 ปี

02 กรกฎาคม 2569

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ การผลิตแพทย์จากศูนย์จนมีบัณฑิตรุ่นแรกใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี ถามมั่นใจหรือไม่ปัญหาขาดแคลนจะยังอยู่? และงบประมาณภาครัฐจะยังสนับสนุนต่อ

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นในเวทีเสวนาหัวข้อ “การเปิดคณะแพทย์แห่งใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?” จัดโดยแพทยสภาว่า การเปิดโรงเรียนแพทย์ใหม่หรือหลักสูตรใหม่เป็นการลงทุนระยะยาว โดยระบุว่านับตั้งแต่เริ่มเปิดจนมีบัณฑิตแพทย์รุ่นแรกจบการศึกษาอย่างมั่นคงและพิสูจน์ตัวเองได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี!

 

"อีก 10 ปีข้างหน้า ยังเป็นปัญหาอยู่ไหม"

 

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ตั้งคำถามสำคัญ โดยระบุว่า การเปิดคณะแพทย์ใหม่จนกระทั่งมีบัณฑิตแพทย์รุ่นแรกจบ ถ้าสามารถทำได้อย่างมั่นคง พิสูจน์ตัวเองได้ ต้องใช้เวลา 10 ปี คำถามคือ วิกฤตแพทย์ในระบบวันนี้  อีก 10 ปีข้างหน้านี่ยังเป็นปัญหาไหม?

หากคำตอบคือ "ใช่" การเปิดโรงเรียนแพทย์ใหม่ก็ถือเป็นทางออกที่สมเหตุสมผล แต่หากกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าไม่ใช่ เพราะสามารถแก้ปัญหาแพทย์ได้ ด้วยการจัดระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ รักษาบุคลากรที่มีอยู่ และเพิ่มจำนวนแพทย์จาก 20,000 คนในปัจจุบัน ขึ้นเป็นประมาณ 30,000 กว่าคน ซึ่งจะทำให้เกิดจุดสมดุล (equilibrium) ของการเข้า-ออกของแพทย์ที่ดูแลระบบสาธารณสุขภาครัฐได้ที่ประมาณ 1,000-1,200 คนต่อปีภายในระยะเวลา 10 ปี  คำตอบง่าย ๆ ก็คือ การเปิดคณะแพทย์ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาวิกฤตแพทย์ในระบบ  ณ ขณะนี้

 

"เราไม่สามารถเอาเรื่องประเด็นคุณภาพ มาตรฐาน และการลงทุนทั้งหลาย การหาอาจารย์แพทย์เนี่ย มาใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตแพทย์วันนี้ มันต้องคิดถึง 10 ปีข้างหน้า" รศ.ดร.นพ.จิรุตม์กล่าว

 

 

คำถามเรื่องงบประมาณระยะยาว 15-20 ปี

 

ประเด็นที่สองที่ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ให้สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐที่ต้องการเปิดโรงเรียนแพทย์ใหม่ ต้องตอบตัวเองให้ได้คือ ความมั่นคงด้านงบประมาณในระยะยาว โดยยกตัวอย่างเงินอุดหนุนการผลิตแพทย์เพิ่มที่รัฐจ่ายให้สถาบันการศึกษาในอัตราหัวละ 300,000 บาทต่อคนต่อปีในปัจจุบัน (ยังไม่นับข้อเรียกร้องที่ต้องการปรับขึ้นเป็น 500,000 บาทหรือมากกว่านั้น) และตั้งคำถามว่า

 

หากในอีก 10 ปีข้างหน้ารัฐบาลยกเลิกการสนับสนุนนี้ หรือลดเหลือเพียงพอสำหรับการทดแทนแพทย์ในระบบที่ 1,200 คนต่อปี สถาบันจะสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างไร

 

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ระบุว่า โดยทั่วไปโรงเรียนแพทย์ต้องใช้เวลาประมาณ 15 ปี จึงจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และหากอ้างอิงเกณฑ์ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (ศรว.) หรือสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ (สมพ.) ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี จึงจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นสถาบันพี่เลี้ยงให้กับหลักสูตรอื่นได้

 

คุ้มหรือไม่? เปิดคณะแพทย์ใหม่ แก้วิกฤต!  คณบดีจุฬาฯ ชี้ต้องรอผลขั้นต่ำ 10 ปี

 

ประสบการณ์จากจุฬาฯ ผลิตแพทย์ปีละ 310 คน จาก 4 เส้นทาง

 

นอกจาก 2 ประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญแล้ว รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ สรุปปัจจัยสำคัญที่สถาบันต้องมีความพร้อมก่อนจะผลิตแพทย์เพิ่มไว้ 5 ด้าน ดังนี้

 

  1. หลักสูตรที่ดีและทันโลก โดยระบุว่าการผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพต้องเริ่มจากแผนการศึกษาที่ดี มีการออกแบบเนื้อหารายวิชาที่ตอบโจทย์ทั้งระบบสาธารณสุขในประเทศและทิศทางของโลก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพิ่งปรับปรุงหลักสูตรใหม่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (outcome) และสมรรถนะ (competency) ของนักศึกษา ปรับรูปแบบการประเมินผลเป็นระบบ S/U (Satisfactory/Unsatisfactory) พร้อมเพิ่มรายวิชาด้าน AI และ Global Health เข้าไปในหลักสูตร นอกเหนือจากองค์ความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ทั่วไป
  2. อาจารย์แพทย์ที่มีทั้งความรู้และทักษะการสอน  โดยเปรียบเทียบว่าต่อให้มีหลักสูตรที่ดีเพียงใด อาจารย์แพทย์ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้กัน  ซึ่งต้องมีทักษะและความสามารถในการถ่ายทอดความรู้จากตำราหรือวารสารวิชาการไปสู่นักศึกษา ให้สามารถประเมิน วินิจฉัย และวางแผนรักษาคนไข้ได้จริง เป็นสาระสำคัญยิ่งกว่าตัวเนื้อหาวิชาเพียงอย่างเดียว
  3. สภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุนการเรียนรู้  โรงพยาบาลที่ใช้สอนต้องมีคุณภาพและปลอดภัย เพราะเป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตและการปฏิบัติงานของแพทย์ที่นักศึกษาจะซึมซับไปด้วย  นอกจากนี้ยังต้องมีจำนวนผู้ป่วยที่เพียงพอสำหรับการฝึกปฏิบัติ และมีศูนย์ฝึกทักษะจำลอง (simulation center) ทั้งในด้านทักษะหัตถการทางคลินิกและทักษะด้านการสื่อสาร (soft skill) เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยจริงต้องกลายเป็น แบบเรียนฝึกหัดของนักศึกษาที่ยังไม่ชำนาญ รวมถึงห้องปฏิบัติการสำหรับวิชาพื้นฐาน เช่น กายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิ และจุลชีววิทยา ที่นักศึกษาควรได้ประสบการณ์ตรง 
  4. ระบบทดสอบและวัดสมรรถนะที่มีคุณภาพ  ความสามารถในการวัดความก้าวหน้าของนักศึกษาทั้งด้านองค์ความรู้และทักษะ ขึ้นอยู่กับทั้งความสามารถของอาจารย์ผู้ออกข้อสอบ และระบบขององค์กรในการมีคลังข้อสอบที่สามารถนำมาปรับปรุงประเมินคุณภาพและใช้งานซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง
  5. คุณภาพของนักเรียนที่เข้าสู่ระบบ โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันนักเรียนที่มีศักยภาพต้องแข่งขันกันระหว่างสายแพทย์กับสาขา STEM อื่น ๆ ด้วย จากประสบการณ์ของคณะแพทย์ จุฬาฯ นักเรียนที่เข้ามาเรียนมีพื้นฐานแตกต่างกันมาก คณะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากช่วยปรับพื้นฐานให้นักเรียนจากหลากหลายเส้นทางการรับเข้ามีความพร้อมทัดเทียมกันก่อนเข้าสู่การเรียนแพทย์ และตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า หากมีการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้น สถาบันใหม่จะมีกระบวนการช่วยปรับพื้นฐานนักเรียนในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

 

...

 

ทั้งนี้ บนเวทีเสวนา ยังได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่าการเปิดคณะแพทย์แห่งใหม่ตามสถาบันต่าง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปิดดำเนินการรับนักศึกษาได้ทันที เนื่องจากการตั้งคณะแพทย์กับการเปิดดำเนินการรับนิสิตนักศึกษาเข้าเรียนจริงเป็นคนละขั้นตอนกัน และต้องผ่านกระบวนการรับรองหลายขั้นตอนจากแพทยสภาและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

นอกจากนี้ ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลจะมีศักยภาพเป็นโรงพยาบาลที่ใช้สอนนักศึกษาแพทย์ได้ โดยจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศราว 400-500 แห่ง มีเพียงประมาณ 80-100 แห่งเท่านั้นที่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับสอนนักศึกษาแพทย์ตลอดชั้นคลินิก.

ข่าวล่าสุด

"การบินไทย" กับบทพิสูจน์ธรรมาภิบาล! เมื่อคดีลูกเรือไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือส่วนลดความเชื่อมั่นที่น่ากังวล

"การบินไทย" กับบทพิสูจน์ธรรมาภิบาล! เมื่อคดีลูกเรือไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือส่วนลดความเชื่อมั่นที่น่ากังวล