
อย. เข้ม! กำกับดูแลความปลอดภัยผู้ป่วยที่รับ ATMPs ตลอดชีวิต
สัมภาษณ์พิเศษเลขาธิการ อย. ประเด็นการกำกับดูแล ATMPs ระบุ อย. เตรียมวางระบบติดตามผลรักษาตลอดชีวิต ยึดมาตรฐานสากลเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
KEY
POINTS
- อย. เผยเตรียมกำหนดมาตรการติดตามความปลอดภัยและประสิทธิผลของผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่มีผลต่อร่างกายในระยะยาว
- การกำกับดูแลอ้างอิงมาตรฐานสากล โดยมีข้อบังคับเข้มงวดตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัย สถานที่ผลิตต้องได้มาตรฐานสูงสุด (GMP PIC/S) และมีแผนจัดการความเสี่ยงตามระดับของผลิตภัณฑ์
- มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อจำแนกประเภท ATMPs ที่เป็นยาและไม่เป็นยาให้ชัดเจน และใช้แนวทาง "การพิจารณาแบบมีเงื่อนไข" เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยและการเข้าถึงยาของผู้ป่วยโรคร้ายแรง
ATMPs เป็นประเด็นที่ โพสต์ทูเดย์ ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง หากย้อนกลับไป 2 ปีก่อน เรื่องนี้เพิ่งเริ่มถูกพูดถึงการกำกับดูแล และถูกยกขึ้นมาเป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในปีถัดมาต่อเนื่องจนปีนี้ที่ ATMPs หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง กลายเป็นนโยบายหัวใจหลักของกระทรวงฯ
เพราะนอกจากสะท้อนความก้าวหน้าทางวิทยาการทางการแพทย์ของไทย การเข้าถึงยาในผู้ป่วยที่วิกฤตหรือตอบสนองต่อวิธีการรักษาแบบเดิมได้ไม่ดี รวมไปถึงยังเป็น “เครื่องมือ” สำคัญที่รัฐมองว่าจะสนับสนุน Medical Hub ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่กำลังไม่อ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
และเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศที่มีผลบังคับใช้แล้วเพื่อวางเกณฑ์การกำกับดูแลและแยกประเภท ATMPs ระหว่าง "ผลิตภัณฑ์ที่เป็นยา" และ "ไม่ใช่ยา" ให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมายเป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับการตั้ง "คณะกรรมการนโยบาย ATMPs ระดับชาติ" โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งแท่นเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการแพทย์ขั้นสูงให้สอดรับกับนโยบายใหญ่ของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมเศรษฐกิจและผลักดันนวัตกรรมการแพทย์สู่อนาคต
โดยเบื้องหลังกลไกการขับเคลื่อนที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "ความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย" และ "การเปิดโอกาสให้เข้าถึงนวัตกรรม" มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหัวใจสำคัญในการวางรากฐาน
โพสต์ทูเดย์ ได้รับเกียรติสัมภาษณ์พิเศษ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แม่ทัพใหญ่ผู้กุมบังเหียนและขับเคลื่อนนโยบายนี้ ที่จะมาฉายภาพชัดๆ ถึงแนวทางการกำกับดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วย ที่เข้มถึงขั้น “ดูแลตลอดชีวิต” และทิศทางที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่มาตรฐานสากล
ความท้าทายและการควบคุมความปลอดภัยตามระดับความเสี่ยง
ถาม : ผลิตภัณฑ์ ATMP มีความแตกต่างจากยาในรูปแบบเดิมค่อนข้างมาก ในแง่การกำกับดูแล ทาง อย. มีระบบติดตามและควบคุมความปลอดภัยอย่างไร ตั้งแต่ในขั้นงานวิจัยไปจนถึงการพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์?
ภญ.สุภัทรา: สำหรับ อย. เราให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิผลเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยถือเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด ในการดำเนินงานเรื่อง ATMPs นั้น ประเทศไทยเราอิงตามมาตรฐานสากล ซึ่งปัจจุบันมีทั้ง แนวทางปฏิบัติ ของยุโรป (EMA) และของญี่ปุ่น ซึ่งเราได้นำไกด์ไลน์เหล่านั้นมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทย
เนื่องจาก ATMPs เป็นเรื่องใหม่และส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาวิจัย เราจึงนำมาตรฐานการศึกษาวิจัยในมนุษย์มาบังคับใช้ ขณะเดียวกัน เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านการวิจัยและนำไปใช้จริงแล้ว เราจะมีการวางแผนติดตามผล หลังการใช้ตามระดับความเสี่ยง เพราะ ATMPs มีความเสี่ยงหลายระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำ ปานกลาง ไปจนถึงระดับสูง การติดตามจะเข้มข้นตามความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
และที่สำคัญคือ 'เราจะติดตามอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิตของผู้ป่วย' ซึ่งจุดนี้เป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนจากยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาเคมีทั่วไป ยาปกติอาจจะมีระยะเวลาในการศึกษาวิจัยและติดตามผลระบุไว้ว่ากี่ปี แต่สำหรับกลุ่ม ATMPs เราต้องติดตามอย่างต่อเนื่องตลอดไปค่ะ
ถาม: หมายความว่า เมื่อผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและมีผู้ป่วยเข้ามารับบริการแล้ว อย. จะต้องตามเก็บข้อมูลและติดตามผลจากการรับบริการนั้นต่อไปเรื่อยๆ ใช่ไหมคะ?
ภญ.สุภัทรา: ใช่ค่ะ ถูกต้องเลยค่ะ เนื่องจากยาในกลุ่ม ATMPs ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพียงครั้งเดียว แต่ผลการรักษาจะอยู่ไปตลอดชีวิต หรือส่งผลต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบๆ ปี ด้วยเหตุนี้ ผลลัพธ์จากการใช้ยาจึงจำเป็นต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อตรวจสอบทั้งเรื่องความปลอดภัยควบคู่ไปกับประสิทธิผลในการรักษาค่ะ
.......
สำหรับ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) คือ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูงที่เกิดจากนวัตกรรมชีวภาพ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
-
Gene Therapy (ยีนบำบัด) ใช้สารพันธุกรรมเพื่อรักษา ป้องกัน หรือวินิจฉัยโรค โดยการเพิ่ม แก้ไข หรือควบคุมการแสดงออกของยีน
-
Somatic Cell Therapy (เซลล์บำบัด) ใช้เซลล์ที่ผ่านการปรับเปลี่ยนหรือคัดแยก เพื่อนำมารักษา ป้องกัน หรือวินิจฉัยโรค
-
Tissue Engineered Products (ผลิตภัณฑ์วิศวกรรมเนื้อเยื่อ) ใช้เซลล์หรือเนื้อเยื่อเพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือทดแทนเนื้อเยื่อของร่างกาย
-
Combined ATMPs (ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงแบบผสมผสาน) เป็น ATMPs ที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์การแพทย์เป็นส่วนประกอบสำคัญ เช่น โครงพยุง (Scaffold) หรือวัสดุฝังในร่างกาย
.......
ถาม: แล้วในขั้นตอนการวิจัยก่อนจะพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อย. มีความเข้มงวดขนาดไหน และต้องมีหลักฐานประสิทธิผลชัดเจนเพียงใดถึงจะยอมให้ผ่านออกมาใช้งานได้?
ภญ.สุภัทรา: ด่านแรกเลยคือ "สถานที่ผลิต" ต้องได้มาตรฐาน GMP PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นสูงสุดในการผลิตยา เนื่องจาก ATMP ที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ถูกจัดสถานะเป็นยาชนิดหนึ่ง ดังนั้นเราจึงใช้มาตรฐานการผลิตที่เทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสถานที่ผลิตที่ อย. อนุมัติมีความปลอดภัยจริง ไม่มีการปนเปื้อน และมีเครื่องมือที่ทันสมัย
ด่านที่สองคือ "โปรโตคอล (Protocol) ในการศึกษาวิจัย" ส่วนนี้เรามีคณะผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโดยละเอียดว่า แผนการศึกษาเป็นไปตามหลักวิชาการสากลที่ถูกต้อง และอย่างที่เรียนไว้ข้างต้น ต้องมี "แผนการจัดการความเสี่ยง" (Risk Management Plan) ระบุชัดเจนว่ายานั้นมีความเสี่ยงในระดับใด จำเป็นต้องเก็บข้อมูลอะไรจากผู้ป่วยจำนวนเท่าไหร่ และต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิดตลอดอายุการใช้งานของยานั้น
ถาม: แปลว่าผู้รับผิดชอบงานวิจัยจะต้องรายงานข้อมูลให้ อย. รับทราบอย่างต่อเนื่อง และ อย. จะมีการลงพื้นที่ไปตรวจสอบตลอดเวลาใช่ไหมคะ?
ภญ.สุภัทรา: การเก็บข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักการสากลค่ะ ข้อมูลทุกอย่าง ตั้งแต่รายละเอียดสิ่งที่ต้องเก็บ วิธีการติดตามผู้ป่วย จะต้องผ่านการอนุมัติจากทั้งคณะกรรมการจริยธรรม คณะกรรมการศึกษาวิจัยในมนุษย์ และทาง อย. ต้องให้การรับรอง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลค่ะ
การชั่งน้ำหนักระหว่าง "ความเสี่ยง" และ "โอกาสรอดชีวิต" ของผู้ป่วย
ถาม: ในแง่การพิจารณาอนุญาต ยาในกลุ่มนี้มักมีข้อถกเถียงเรื่องการให้สมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” กับ “ผลสัมฤทธิ์ทางการแพทย์” เพราะในบางกรณีอาจเป็นผู้ป่วยวิกฤต ทาง อย. มีวิธีให้น้ำหนักและชั่งน้ำหนักเรื่องนี้อย่างไร?
ภญ.สุภัทรา: เรื่องนี้ อย. คำนึงถึงและตระหนักอย่างยิ่งยวดค่ะ ในการสร้างความสมดุลระหว่างความปลอดภัย ประสิทธิผล และความจำเป็นในการใช้ยาของผู้ป่วย เราต้องยอมรับความจริงว่า โรคบางโรคไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเคมีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ATMPs จึงเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต หรือช่วยให้คุณภาพชีวิตในช่วงระยะสุดท้ายของโรคนั้นดีขึ้น ช่วยยืดอายุให้พวกเขามีชีวิตที่ยาวนานขึ้นได้
ดังนั้น การให้น้ำหนักระหว่างความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และโอกาสในการเข้าถึงยาของผู้ป่วย เราจึงเลือกใช้แนวทางการ "พิจารณาแบบมีเงื่อนไข" (Conditional Approval) นั่นคือเมื่ออนุญาตไปแล้ว จะต้องมีแผนการติดตามผลความปลอดภัยและประสิทธิผลหลังการอนุมัติอย่างใกล้ชิดในมิติต่างๆ ทั้งเรื่องอาการอันไม่พึงประสงค์และประสิทธิภาพการรักษา โดยเฉพาะยาในกลุ่มนี้ที่เป็นความหวังของโรคที่ร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งระยะลุกลาม หรือโรคทางพันธุกรรมอย่าง ทาลัสซีเมีย ซึ่งปกติคนไข้ต้องถ่ายเลือดตลอดชีวิต ยีนบำบัด (Gene Therapy) จะเข้าไปดัดแปลงและรักษาตรงจุด ทำให้ยีนด้อยที่ก่อโรคหมดไป ผู้ป่วยก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องถ่ายเลือดอีกเลย
จึงอยากให้มั่นใจว่า การดำเนินงานของ อย. เราคำนึงถึงทุกมิติ ชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบระหว่างความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ และโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคร้ายแรงค่ะ
ถาม:จากการที่ อย. วางมาตรการเข้มงวดขนาดนี้ ฟีดแบ็กจากผู้เกี่ยวข้องและอุตสาหกรรมทางการแพทย์เป็นอย่างไรบ้างคะ?
ภญ.สุภัทรา: สิ่งที่จะทำให้การพัฒนาด้าน ATMPs ของประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและได้รับการยอมรับในเวทีโลก ก็คือ "มาตรฐาน" ค่ะ ในวงการแพทย์ มาตรฐานคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะการันตีความปลอดภัยและประสิทธิภาพ การที่ อย. วางระบบรากฐานตามมาตรฐานสากลในขณะนี้ ส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาวอย่างมาก
เพราะเมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาจับมือกับหน่วยงานในไทย เขารับรู้ได้ทันทีว่าเรามีเกณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล หรือในอนาคตหากมีผู้ป่วยต่างชาติเดินทางมารักษา (Medical Tourism) เขาก็จะมั่นใจว่าระบบการพิจารณา ATMPs ของไทยมีความปลอดภัยเท่าเทียมระดับสากล
ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันวิจัย และโรงเรียนแพทย์ ต่างรับรู้มาตรฐานนี้และปรับตัวดำเนินงานให้สอดคล้องกัน โดย อย. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมเข้าไปให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อผลักดันให้นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องนวัตกรรมการแพทย์และการส่งเสริมเศรษฐกิจประสบความสำเร็จค่ะ
เคลียร์กฎหมายใหม่ และความคืบหน้าปัจจุบัน
ถาม: ทราบมาว่าทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการประชุมบอร์ดนโยบายระดับชาตินัดแรกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บรรยากาศเป็นอย่างไร และมีข้อกังวลอะไรบ้างไหมคะ?
ภญ.สุภัทรา: กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้จัดตั้ง "คณะกรรมการนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับ ATMP" ขึ้นมา โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน โครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ครอบคลุมทุกหน่วยงานและบุคคลสำคัญในระบบนิเวศ ของ ATMPs ทั้งหมด
เป้าหมายสูงสุดที่เราต้องการขับเคลื่อนต่อจากนี้ คือการทำให้นวัตกรรม ATMPs เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย ประชาชนเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย และมีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน ในนัดแรกจึงได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 4 ชุด เพื่อลงรายละเอียดครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องยุทธศาสตร์ กฎหมาย จริยธรรม งานวิจัย กำลังคน ไปจนถึงระบบบริการในสถานพยาบาลค่ะ
.....
สำหรับโครงสร้าง 4 คณะอนุกรรมการบอร์ด ATMP แห่งชาติ ขับเคลื่อนระบบนิเวศ ATMPs ไทยผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่
ชุดที่ 1 คณะอนุกรรมการนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการพัฒนาระบบนิเวศของ ATMPs
ชุดที่ 2 คณะอนุกรรมการกำกับดูแลกฎหมาย จริยธรรม และนวัตกรรม
ชุดที่ 3 คณะอนุกรรมการพัฒนาวิชาการ การวิจัย กำลังคน และระบบข้อมูลระดับประเทศ
ชุดที่ 4 คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ สถานพยาบาล สำหรับ ATMPs
......
ถาม: หากมองย้อนกลับไป ถือว่ากระทรวงสาธารณสุขเริ่มขยับตัวเรื่องนี้อย่างจริงจังมาไม่เกิน 2 ปี จนกระทั่งมีการคลอดประกาศกระทรวงฯ ล่าสุดเพื่อแบ่งประเภทให้ชัดเจนว่า ATMPs แบบไหนเป็นยา หรือไม่เป็นยา ตรงนี้มีเกณฑ์แยกอย่างไรคะ?
ภญ.สุภัทรา: ชัดเจนมากค่ะ ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้จำแนกไว้ชัดเจนว่าลักษณะใดเป็นยาและลักษณะใดไม่เป็นยา
กรณีที่ไม่จัดว่าเป็นยา ยกตัวอย่างเช่น การฝากไข่ (เก็บไข่ออกไปฝากไว้แล้วนำกลับมาใช้ที่ตัวเรา), การนำพลาสมา (Plasma) ออกไปแล้วนำกลับมาใช้ที่ตัวเดิม หรือกรณีการปลูกถ่ายไขกระดูกของตัวเอง (Autologous Bone Marrow Transplantation) ที่นำออกไปแล้วนำกลับเข้ามาในร่างกายโดยไม่ได้มีการดัดแปลงแปรสภาพใดๆ ลักษณะเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นยา
กรณีที่จัดว่าเป็นยา หากผลิตภัณฑ์นั้นเข้าข่ายเป็นยา ก็จะตกมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย. ทันที ส่วนกรณีที่ไม่ใช่ยา การควบคุมดูแลจะเป็นหน้าที่ของ สภาวิชาชีพ ร่วมกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งการแบ่งแบบนี้ทำให้การทำงานโปร่งใสและชัดเจนขึ้นมากค่ะ
ถาม:แล้วในกรณีของกลุ่มเซลล์ต้นกำเนิดอย่าง MSC (Mesenchymal Stem Cells) ล่ะคะ จัดอยู่ในกลุ่มไหน?
ภญ.สุภัทรา: สำหรับ MSC หรือ Mesenchymal Stem Cell นั้น โดยเนื้อแท้คือการดัดแปลงทางด้านเซลล์ ซึ่งมีตั้งแต่การดัดแปลงมาก (ความเสี่ยงสูง) ไปจนถึงการดัดแปลงน้อย (ความเสี่ยงปานกลาง) ปัจจุบัน MSC ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการนำมาใช้กันแพร่หลาย เช่น การฉีดรักษาข้อเข่าเสื่อม หรือการใช้ในธุรกิจความงาม ซึ่งที่ผ่านมาความน่ากังวลคือ อาจมีกลุ่มที่นำไปใช้หรือผลิตอย่างไม่ถูกต้อง
ถาม: แสดงว่าปัญหาเหล่านี้มีมาก่อนที่ อย. จะเข้ามาเริ่มวางกฎเกณฑ์กำกับดูแลใช่ไหมคะ?
ภญ.สุภัทรา: ใช่ค่ะ แต่ในอนาคตหลังจากนี้ เมื่อกฎหมายมีความชัดเจน และมีกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำได้ดีทำได้ถูกต้องตามมาตรฐานแล้ว แน่นอนว่าผู้บริโภคหรือผู้มารับบริการก็จะหันกลับมาเลือกใช้บริการในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย และกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐานก็จะถูกโฟกัสและถูกคัดกรองออกจากระบบไปเอง เพราะวันนี้เรามีทั้งแบบอย่างคนทำถูก และมีตัวบทกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้อย่างชัดเจนเรียบร้อยแล้วค่ะ
ถาม: อย่างกรณีของการฉีดข้อเข่าเสื่อม ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงบ่อย?
ภญ.สุภัทรา: อย่างกรณีของการฉีดเข่าจะเป็นกลุ่มที่เอาเซลล์ออกไปแล้ว ไปทำให้เซลล์นั้นน่ะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น มีการเพิ่มจำนวนเซลล์ ให้มันมีประสิทธิภาพ ทำให้มันดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงเซลล์นั่นแหละ จะทำให้ ATMPs นั้นขยับเป็น "ความเสี่ยงปานกลาง" แล้วถึงฉีดกลับไป ไม่งั้นแล้วมันก็ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา ถูกไหมคะ?
เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ย MSC โดยทั่วไปในขณะนี้ สำหรับคนที่เริ่มทำ มักจะตกอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง พูดง่ายๆ มันเป็น ATMPs แบบหนึ่งที่เป็นยา แต่มีความเสี่ยงที่ยังน้อยหน่อย ไม่เหมือนการตัดแต่งยีน หรือรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งอันนั้นถือว่าเป็นกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ฉะนั้นสำหรับนักวิจัยหรือนักลงทุนถ้าอยากจะเริ่มต้นในเรื่องของเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนมาก ก็มักจะเริ่มจาก MSC ค่ะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่า ATMPs เป็นความหวังสำหรับผู้รับบริการหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่ อย.เห็นความสำคัญสูงสุดก็คือ การรักษาโรคร้ายแรง ที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน อันนี้คือคีย์หลักค่ะ







