posttoday
ผ่าแผนยุทธศาสตร์  “Medical Hub”  ขยาย “วีซ่ารักษาพยาบาล” นานกว่า 1 ปี

ผ่าแผนยุทธศาสตร์ “Medical Hub” ขยาย “วีซ่ารักษาพยาบาล” นานกว่า 1 ปี

12 มิถุนายน 2569

สบส.ระบุมีแผนขยาย “วีซ่ารักษาพยาบาล” นานกว่า 1 ปีแน่นอน และปลดล็อกกฎหมาย รพ.เอกชน เปิดจัดตั้งศูนย์วิจัยได้! เพื่อหนุน Medical Hub ดึงเม็ดเงินต่างชาติ

KEY

POINTS

  • รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีแผนเสนอขยายระยะเวลา "วีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล" (Medical Visa) ให้สามารถพำนักในไทยได้นานกว่า 1 ปี เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพระยะยาว
  • มีการผลักดันให้แก้ไขกฎหมาย (พ.ร.บ.สถานพยาบาล) เพื่อปลดล็อกให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดตั้งศูนย์วิจัยและนวัตกรรมได้เอง ซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่ต้องการการรักษาระยะยาว สอดรับกับนโยบายขยายวีซ่า
  • เตรียมพัฒนานวัตกรรมบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติ เช่น สร้างแพลตฟอร์มกลางสำหรับเคลมประกันสุขภาพทั่วโลก และจัดตั้งศูนย์ล่ามภาษาแบบเรียลไทม์ เพื่อรองรับผู้ป่วยจากนานาชาติ

ประเทศไทยพูดถึงประเด็น Medical Hub มานานกว่า 20 ปี!

 

จากเดิมที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ “Medical Tourism” ในลักษณะการเดินทางมารักษาตัวเป็นรายครั้ง ซึ่งแม้จะสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

 

แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร  ทิศทางนโยบายขับเคลื่อน Medical Hub ของไทยในวันนี้จึงเห็นได้ว่า พยายามจะยกระดับสู่การเป็นPremium Medical Destination”

 

หมุดหมายใหม่นี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นศูนย์กลาง “บริการ” รักษาโรค เท่านั้น แต่เป็นการยกระดับทั้งห่วงโซ่ ซึ่งหมายถึงการเป็น"ศูนย์กลางงานวิจัยขั้นสูง นวัตกรรมดิจิทัล และการพำนักระยะยาวเพื่อสุขภาพ (Longevity)" พร้อมทั้งวางรากฐานการควบคุมความปลอดภัยในกลุ่มผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล

 

โดยองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากประมาณ 857 ล้านคนในปี 2564 เป็นราว 1,900 ล้านคนภายในปี 2593

ทำให้หลายประเทศเริ่มแข่งขันดึงดูดกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีกำลังซื้อสูงผ่านบริการสุขภาพ การดูแลระยะยาว และโปรแกรมชะลอวัย ซึ่งทำให้ตลาด Longevity และ Wellness กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก

 

ล่าสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะทัพหน้าที่เกี่ยวข้องในหลายส่วน ทั้งในเชิงของการกำกับและเกื้อหนุนให้เกิดห่วงโซ่ดังกล่าวได้ออกมาพูดถึงในประเด็นนี้ไว้ในหลายมิติที่น่าสนใจ

 

ยืดระยะเวลา “วีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล”

 

สิ่งแรกที่น่าสนใจและถูกหยิบมาพูดถึง คือ “วีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล”

ในมิติของการอำนวยความสะดวกด้านการพำนัก นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้เปิดเผย ภายหลังการเปิดงานแถลงข่าว “International Healthcare Week 2026 ฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนไทยสู่ศูนยก์ลางด้านสุขภาพของโลก(Medical Hub)”  เมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน 2569 ) ว่า

 

แนวโน้มความต้องการด้าน Longevity และ Wellness พำนักระยะยาวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก โดยมูลค่าตลาด Longevity Economy ทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงกว่า 27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยเหตุนี้ สบส. จึงมีแผนและทิศทางที่ชัดเจนในการ "ปรับแก้ไขและขยายระยะเวลาวีซ่าสุขภาพ (Medical Visa) ให้ยาวขึ้นกว่าเดิมแน่นอน" เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มคนรักสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งต้องการการดูแลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนจนถึงเป็นปี

 

“ ขณะนี้ ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างใกล้ชิดร่วมกับ คณะกรรมการพัฒนาและเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน” อธิบดีเผย

 

โดยเน้นย้ำว่า การขยายเวลาวีซ่านี้จะเป็นสิทธิประโยชน์ที่สอดรับกับนโยบาย Soft Power ด้านอาหารและบริการสุขภาพของรัฐบาล ซึ่งจะให้ความสะดวกเหนือกว่าวีซ่านักท่องเที่ยวทั่วไป เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถพำนักรักษาตัว ฟื้นฟูร่างกาย หรือเข้ารับโปรแกรมชะลอวัยในโรงพยาบาลและเวลเนสเซ็นเตอร์ของไทยได้อย่างต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และถูกกฎหมาย

 

 นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)

 

ทั้งนี้ หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านวีซ่าเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้พำนักระยะยาว อาทิ โปรตุเกส สเปน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งต่างพยายามสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ เวลเนส และการใช้ชีวิตหลังเกษียณเข้าด้วยกัน

 

 

ปลดล็อกกฎหมาย! เปลี่ยนโรงพยาบาลเอกชนเป็น "Hub งานวิจัยและนวัตกรรม"

 

ด้าน ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ฉายภาพกลยุทธ์เชิงโครงสร้างที่จะเข้ามาขับเคลื่อนนโยบาย Premium Medical Destination ในวันเดียวกัน ภายในงาน แถลงข่าวครั้งสำคัญในโอกาสครบรอบ 55 ปีของการดำเนินธุรกิจ โรช ไทยแลนด์ในประเทศไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแกร่งมากจากฐาน โรงพยาบาลเอกชนกว่า 500 แห่ง และคลินิกเฉพาะทางอีกกว่า 45,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงมีสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล JCI (Joint Commission International) มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย

 

อย่างไรก็ตาม การจะก้าวไปสู่แบรนด์ "Thailand Premium Medical Destination" จะหวังพึ่งแค่การบริการที่ดี อย่างเดียวไม่พอ ทพ.อาคม เปิดเผยแนวคิดสำคัญในการ "ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย" เพื่อยกระดับสถานพยาบาลไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ว่า

 

"เรากำลังเดินหน้าทบทวนและแก้ไข พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาต เพื่อเปิดช่องให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดตั้ง ศูนย์วิจัย, ศูนย์ฝึกอบรมและศูนย์การศึกษาทางการแพทย์ ภายในพื้นที่ของตนเองได้โดยตรง" ทพ.อาคม กล่าว

 

 

ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ

 

การปลดล็อกครั้งนี้มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้แก่

  1. เกิดการร่วมทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง (PPP) ระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ แบบไร้รอยต่อ
  2. สร้างความน่าเชื่อถือผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ เมื่อโรงพยาบาลเอกชนสามารถทำวิจัยและคลินิกเคลทรายอัล (Clinical Trials) ร่วมกับสากลได้ จะสร้างผลลัพธ์การรักษาที่มีมาตรฐานสากลอ้างอิงชัดเจน เช่น งานวิจัยรองรับผลสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า การรักษาโรคหัวใจ หรือการปลูกถ่ายอวัยวะ ส่งผลให้คนไข้ต่างชาติเกิดความมั่นใจ
  3. รองรับการเชื่อมโยงกับวีซ่าระยะยาว การมีศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเฉพาะทางในโรงพยาบาล จะดึงดูดผู้ป่วยกลุ่มโรคซับซ้อน และกลุ่มที่ต้องการเข้าโปรแกรมการแพทย์แม่นยำ ซึ่งกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้เวลาพำนักในประเทศระยะยาว สอดรับกับการขยายเวลาวีซ่าสุขภาพที่รัฐบาลกำลังผลักดัน

 

 

พิมพ์เขียว “นวัตกรรมบริการ" เคลมประกันโลก และระบบทลายกำแพงภาษา

 

เพื่อให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่ระบบนิเวศสุขภาพของไทยได้ง่ายขึ้น ดร.อาคม ได้นำเสนอแนวคิด การสร้างหน่วยนวัตกรรมบริการ 3 ด้านที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพิ่มเติมด้วย ได้แก่

  1. แพลตฟอร์มเคลมประกันโลก ดร.อาคม ระบุว่าความได้เปรียบของไทยคือเรื่อง "ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่าย" เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ตัวอย่างเช่น การขูดหินปูนในออสเตรเลียมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 8,000 บาท ขณะที่เมืองไทยอยู่ที่ราว 900 - 1,200 บาท หรือการผ่าตัดใหญ่ในไทยมีราคาถูกกว่าในสหรัฐอเมริกาถึง 50-70% หาก สบส. สามารถสร้างแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงกับบริษัทประกันสุขภาพต่างชาติทั่วโลกได้โดยตรง จะทำให้กระบวนการเบิกจ่ายและอนุมัติการรักษาทำได้ทันที ซึ่งจะดึงดูดให้บริษัทประกันภัยทั่วโลกหันมาแนะนำและส่งคนไข้ในเครือข่ายมารักษาที่ประเทศไทยมากขึ้น
  2. ศูนย์ล่ามภาษาเรียลไทม์ เพื่อทลายกำแพงภาษา สบส. เตรียมจับมือกับกระทรวงการต่างประเทศ จัดตั้งศูนย์ล่ามแปลภาษาเฉพาะทางผ่านระบบแท็บเล็ตและวิดีโอคอล เพื่อสนับสนุนคลินิกและโรงพยาบาลในการสื่อสารกับคนไข้กลุ่มเป้าหมายใหม่ เช่น รัสเซีย จีน และตะวันออกกลาง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  3. ศูนย์เจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์ ดร.อาคม เสนอความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม ในการดึงนิติกรและผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาช่วยดูแลและไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความคุ้มครองทางกฎหมายสูงสุดให้กับคนไข้ต่างชาติที่เข้ามาพำนักระยะยาว

 

 

ปฏิรูป "ระบบราชการ" สู่ดิจิทัล กำกับโฆษณาให้เท่าทันโซเชียลมีเดีย

 

อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส. เน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ เพื่อไม่ให้ระบบระเบียบหรือความล่าช้าทางราชการกลายเป็นอุปสรรค ต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก

สบส. ได้ทำการพลิกโฉมและกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ โดยปรับเปลี่ยนขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและขออนุมัติสิทธิของผู้ประกอบการด้านสุขภาพเข้าสู่ระบบ "ออนไลน์เกือบทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์" มุ่งสู่การเป็นระบบ One Stop Service ที่แท้จริง ซึ่งนวัตกรรมการทำงานนี้จะช่วยตัดลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ย่นระยะเวลาในการอนุมัติอนุญาต และช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเคลื่อนตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ อธิบดี สบส. ยังเผยถึง การรื้อระบบการกำกับดูแลและตรวจสอบโฆษณาครั้งใหญ่ เพื่อให้เท่าทันต่อยุคโซเชียลมีเดีย จากเดิมที่เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาใบอนุญาตแบบ "ชิ้นต่อชิ้น" ซึ่งล่าช้าและไม่ทันการณ์ต่อโลกการค้ายุคใหม่ ล่าสุด สบส. ได้จับมือกับเทคโนโลยีนำ ระบบ AI อัจฉริยะ เข้ามาช่วยคัดกรองในกระบวนการออกใบอนุญาต รวมถึงการเฝ้าระวังและดักจับโฆษณาเกินจริง บนโลกออนไลน์แบบเรียลไทม์

การขับเคลื่อนด้วย AI นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ประกอบการในระบบนิเวศ Medical Hub สามารถทำการตลาดดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานสูงสุดในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้มั่นใจว่าคนไข้ทั้งชาวไทยและต่างชาติจะได้รับข้อมูลบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด

 

 

มาตรฐานเกณฑ์กำกับดูแล ATMP (การแพทย์ขั้นสูง)

 

ในขณะที่รัฐบาลเร่งเครื่องกระตุ้นรายได้ทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในระบบดิจิทัล อธิบดี สบส. ย้ำเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า รัฐบาลไม่ได้ละเลยมิติด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของประเทศ

ทั้งนี้ ในยุคที่วิทยาการเปลี่ยนผ่านไปสู่ ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products) หรือการแพทย์ขั้นสูง สบส. และกระทรวงสาธารณสุข กำลังวางเกณฑ์กำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของ "การอนุญาตสถานพยาบาล" และ "มาตรฐานผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ผู้ให้บริการ" เพื่อป้องกันกลุ่มทุนหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐานนำคำว่านวัตกรรมหรือสเต็มเซลล์ไปแอบอ้างจนเกิดความเสียหายอีกด้วย

 

 

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของโลก แต่การแข่งขันในภูมิภาคเอเชียเริ่มเข้มข้นมากขึ้น โดยแต่ละประเทศต่างพยาบามสร้างจุดขายเฉพาะด้านของตนเอง

อาทิ สิงคโปร์มุ่งเน้นการรักษาโรคซับซ้อนขั้นสูงและการวิจัยทางการแพทย์ระดับนานาชาติ ขณะที่เกาหลีใต้โดดเด่นด้านศัลยกรรมความงาม เทคโนโลยีดิจิทัลเฮลท์ และอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ ส่วนมาเลเซียใช้จุดแข็งด้านต้นทุนที่แข่งขันได้และนโยบายรองรับผู้พำนักระยะยาว

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องจับตาคือ แม้ยุทธศาสตร์ Medical Hub จะได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มรายได้และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ แต่ก็ยังมีคำถามสำคัญที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันหาคำตอบ

นั่นคือ การรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดผู้รับบริการต่างชาติและการคงไว้ซึ่งการเข้าถึงบริการของประชาชนไทย เช่น การจัดการกำลังคนด้านสาธารณสุข หรือการเข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้อย่างเท่าเทียม.

 

ข่าวล่าสุด

ดีอี เร่งตรวจสอบข้อมูลรั่ว 36.1 ล้านราย ไม่ชัดรั่วจากหน่วยงานไหน

ดีอี เร่งตรวจสอบข้อมูลรั่ว 36.1 ล้านราย ไม่ชัดรั่วจากหน่วยงานไหน