posttoday
โลกเดินหน้า! หาวิธีคัดกรอง "มะเร็งลำไส้ใหญ่" ก่อนแสดงอาการ

โลกเดินหน้า! หาวิธีคัดกรอง "มะเร็งลำไส้ใหญ่" ก่อนแสดงอาการ

09 มิถุนายน 2569

รู้ก่อนพบก้อน? โลกเดินหน้าอนุมัติวิธีตรวจเลือดคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง ส่วนไทยเร่งหาวิธีคัดกรองก่อนเกิดโรคด้วย จีโนมิกส์!

ปัจจุบันหลายประเทศแนะนำให้เริ่มคัดกรอง "มะเร็งลำไส้ใหญ่" ตั้งแต่อายุ 45 ปี ขณะที่ประเทศไทยมีโครงการคัดกรองในประชากรอายุ 50-70 ปี  แม้จะไม่มีอาการผิดปกติ! แต่หลายคนไม่ได้เข้ารับการคัดกรอง เพราะ "กังวล" กับวิธีการส่องกล้อง อีกทั้งยังต้องเตรียมตัวและเสียเวลาอยู่ไม่น้อย

 

ข้อเสียเพียงนิดเดียวนี้ ทำให้ "มะเร็งลำไส้ใหญ่" ยังเป็นโรคที่ยังเกิดขึ้นกับผู้คนมากมายในปัจจุบัน สอดคล้องกับ สถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ที่ระบุว่า ปัจจุบันมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในประชากรไทย และมีแนวโน้มพบในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ  อีกทั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามแล้ว ส่งผลให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น

 

วงการแพทย์ทั่วโลก จึงกำลังจับตาความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการคัดกรอง "มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก" หลังสหรัฐอเมริกาเริ่มยอมรับ "การตรวจเลือด" เป็นหนึ่งในทางเลือกหลักของการคัดกรองโรค สอดคล้องกับแนวทางระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มุ่งค้นหาความผิดปกติของโรคก่อนที่มะเร็งจะพัฒนาเป็นก้อนเนื้อหรือก่อให้เกิดอาการในผู้ป่วย

 

ไทม์ไลน์จุดเปลี่ยน เพิ่มการตรวจเลือดเป็นหนึ่งในการคัดกรอง

 

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่ผลักดันให้การ "เจาะเลือดตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่" กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริงในระบบสาธารณสุข เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

ในเดือนมีนาคม 2567 วารสารทางการแพทย์ระดับโลก The New England Journal of Medicine (NEJM) ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาทางคลินิกครั้งประวัติศาสตร์ในชื่อ "ECLIPSE Trial" ซึ่งเป็นฐานข้อมูลรองรับประสิทธิภาพของเทคโนโลยีตรวจหาชิ้นส่วนดีเอ็นเอและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอที่สัมพันธ์กับมะเร็ง

 

29 กรกฎาคม 2567 สำนักงานอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) ประกาศอนุมัติอย่างเป็นทางการให้ชุดตรวจเลือดของบริษัท Guardant Health เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประชากรกลุ่มเสี่ยงทั่วไปที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยอาศัยเทคโนโลยีตรวจจับชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่หลุดเข้าสู่กระแสเลือด หรือ cfDNA (Cell-free DNA) ควบคู่กับการตรวจรูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบนสายดีเอ็นเอ (DNA Methylation)

 

ต้นปี 2569 (ล่าสุด) American Cancer Society (ACS) หรือสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ปรับปรุงแนวทาง การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างเป็นทางการ โดยบรรจุการตรวจเลือดแบบ cfDNA นี้เข้าเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของการคัดกรองประจำปี สะท้อนถึงการยอมรับในวงกว้างของแพทย์เฉพาะทาง

 

การเคลื่อนไหวของ ACS ในปี 2569 นี้ ถือเป็นส่วนสำคัญ ภายใต้สาเหตุสำคัญคือ เพื่อแก้ปัญหา "อัตราการเข้ารับการตรวจคัดกรองต่ำ" เนื่องจากข้อมูลเชิงสถิติพบว่ามีประชากรกลุ่มเสี่ยงถึง 1 ใน 3 ที่เลือกละเลยไม่ยอมส่องกล้องหรือเก็บตัวอย่างอุจจาระ การตรวจเลือดที่สามารถทำควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพประจำปีจึงเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วในระบบสาธารณสุขนี้

 

ตรวจจับ "ดีเอ็นเอ" สกัดโรคร้ายก่อนเกิดอาการ

 

สิ่งที่เป็นความก้าวหน้าที่สุดของทั้งเทคโนโลยี การตรวจดีเอ็นเอจากเลือด (cfDNA) และ การตรวจ DNA Methylation จากอุจจาระ คือความสามารถในการ "ตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ก่อนเกิดอาการ"

 

ในอดีต การตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องหรือการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ จะทำได้ก็ต่อเมื่อมี "ก้อนเนื้อและติ่งเนื้อขึ้นมาให้เห็น" แต่การตรวจ DNA ทำหน้าที่เสมือนเครื่องตรวจจับความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้นแม้ว่าในขณะนั้นผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการใด ๆ และก้อนเนื้อมะเร็งยังไม่ทันได้ก่อตัวขึ้นมาเลยก็ตาม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่กระบวนการป้องกันและยับยั้งการลุกลามได้อย่างทันท่วงที

 

 

“ตรวจเลือด” แทน “ส่องกล้อง” ได้จริงหรือ?

 

อย่างไรก็ตาม แม้การตรวจระดับดีเอ็นเอจะสร้างความสะดวกสบายและตรวจพบโรคได้เร็ว แต่ในทางการแพทย์ยังคงเน้นย้ำว่า "การตรวจเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาทดแทนการส่องกล้องทั้งหมด แต่ใช้เสริมกันมากกว่า"

รายงานวิจัย ECLIPSE Trial ระบุว่า การตรวจเลือดด้วยวิธี cfDNA มีความไว ในการตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงถึง 83.1% ทว่ามีข้อจำกัดสำคัญ คือ สามารถตรวจพบรอยโรคระยะก่อนมะเร็ง ได้เพียง 13.2%เท่านั้น

 

การตรวจเลือด หรือ ตรวจดีเอ็นเอในอุจจาระ อาจมีจุดเด่นคือ สะดวก ไม่เจ็บตัว และ เตือนภัยล่วงหน้าได้ตั้งแต่ระดับโมเลกุลก่อนเกิดก้อน แต่ข้อจำกัดคือทำหน้าที่เพียง "แจ้งเตือนความเสี่ยง" เท่านั้น ซึ่งต้องตรวจซ้ำทุก 1-3 ปีตามข้อแนะนำ

ส่วนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่  ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดในการรักษา โดยหากเลือดบ่งข้อความเสี่ยง ณ จุดใด การส่องกล้องจะทำหน้าที่เข้าไปค้นหาตำแหน่งพิกัดอย่างแม่นยำ และสามารถ "ตัดติ่งเนื้อ" ชิ้นนั้นออกได้ทันทีในระหว่างการตรวจเพื่อไม่ให้พัฒนาไปเป็นมะเร็งในอนาคตได้นั่นเอง

 

 

บริบทประเทศไทย จาก FIT Test สู่ จีโนมิกส์

 

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ขับเคลื่อนนโยบายคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประชากรไทยอายุ 50-70 ปี ผ่านการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ หรือ FIT test (Fecal Immunochemical Test)

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีชีวโมเลกุล แม้อาจจะไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การตรวจเลือดในทันที แต่ปัจจุบันสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำ (ศิริราช และ รามาธิบดี) ได้ร่วมกันศึกษาและพัฒนานวัตกรรมการตรวจคัดกรองจาก DNA Methylation จากตัวอย่างอุจจาระ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ตรวจจับสัญญาณความผิดปกติระดับพันธุกรรมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนเป็นก้อนเช่นกัน

 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ แผนปฏิบัติการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) ที่มุ่งเน้นการนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกันและวินิจฉัยโรคอย่างแม่นยำโดยเฉพาะการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการลินช์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยทางพันธุกรรมสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอายุน้อย

 

... 

 

อ้างอิง

U.S. Food and Drug Administration (FDA) Approval Product Brief, Issued July 29, 2024.

The New England Journal of Medicine (NEJM): "Next-Generation Cell-Free DNA Blood-Based Test for Colorectal Cancer Screening" (Published March 2024).

American Cancer Society (ACS) Colorectal Cancer Screening Update Statement, 2026.

แผนปฏิบัติการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) และแนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.

ข่าวล่าสุด

ตลท. มั่นใจหุ้นไทยไปต่อ บจ. แข็งแกร่งรับมือความเสี่ยงพลังงานโลก

ตลท. มั่นใจหุ้นไทยไปต่อ บจ. แข็งแกร่งรับมือความเสี่ยงพลังงานโลก