
สวีเดนเตรียมเพิ่มโทษจำคุกเด็กอายุ 13 ปี สกัดวิกฤตแก๊งอาชญากรรม
สวีเดนเดินหน้ากฎหมายลดอายุรับผิดทางอาญาเหลือ 13 ปี พร้อมสร้างเรือนจำพิเศษรองรับเยาวชนก่อคดีร้ายแรง ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องสิทธิเด็กและประสิทธิภาพในการปราบปรามแก๊งอาชญากรรม
สวีเดนกำลังเผชิญการถกเถียงครั้งใหญ่เกี่ยวกับนโยบายอาชญากรรมเยาวชน หลังรัฐบาลเตรียมผลักดันกฎหมายลดอายุความรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือ 13 ปี พร้อมจัดตั้งเรือนจำพิเศษสำหรับเด็กและเยาวชนที่ก่อคดีร้ายแรง โดยมีเป้าหมายสกัดการแพร่ระบาดของแก๊งอาชญากรรมที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการก่อเหตุฆาตกรรมและวางระเบิด
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สวีเดนเผชิญเหตุยิงและวางระเบิดที่เกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคดีมีเยาวชนเป็นผู้ลงมือ จนทำให้ประเทศถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในชาติยุโรปที่ประสบปัญหาอาชญากรรมจากแก๊งรุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่ง
รัฐบาลผสมฝ่ายขวาที่เข้าบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2565 ระบุว่า แนวทางเดิมที่เน้นการดูแลผ่านระบบสังคมสงเคราะห์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์
ข้อมูลจากตำรวจสวีเดนระบุว่า ปัจจุบันมีสมาชิกแก๊งอาชญากรรมที่เคลื่อนไหวอยู่ราว 17,500 คน และมีผู้เกี่ยวข้องอีกกว่า 50,000 คน เครือข่ายเหล่านี้มีรายได้รวมกันประมาณ 185,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากธุรกิจค้ายาเสพติด การฉ้อโกงขนาดใหญ่ และการปล้นทรัพย์
สิ่งที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งคือ การที่แก๊งอาชญากรรมใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางชักชวนเด็กและเยาวชนเข้าร่วมขบวนการ โดยบางกรณีมีเด็กอายุเพียง 11 ปี ถูกใช้ให้ก่อเหตุฆาตกรรมหรือวางระเบิดในหลายประเทศแถบนอร์ดิก
ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่ เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปจะสามารถถูกดำเนินคดีอาญาได้ และหากถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีร้ายแรง เช่น ฆาตกรรมหรือพยายามฆ่า จะถูกส่งตัวไปยังเรือนจำเฉพาะทางสำหรับเยาวชน แทนที่จะถูกส่งเข้าสู่ระบบดูแลของหน่วยงานสังคมสงเคราะห์เช่นที่ผ่านมา
นายกุนนาร์ สตรอมเมอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสวีเดน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ประเทศกำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉินด้านอาชญากรรม โดยในปีที่ผ่านมา มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 52 คน ถูกพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรมหรือพยายามฆ่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาได้ก้าวข้ามระดับของคดีลักทรัพย์หรือทำร้ายร่างกายไปแล้ว
รัฐสภาสวีเดนมีกำหนดลงมติร่างกฎหมายดังกล่าวในวันที่ 15 มิถุนายน โดยหากผ่านความเห็นชอบ จะมีการประเมินผลอีกครั้งภายในระยะเวลา 5 ปี
นอกจากการลดอายุรับผิดทางอาญาแล้ว รัฐบาลยังเพิ่มบทลงโทษจำคุก ขยายอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่ามาตรการดังกล่าวเริ่มเห็นผลแล้ว หลังจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุยิงลดลงเหลือ 44 รายในปี 2568 จากจุดสูงสุด 62 รายในปี 2565
ขณะเดียวกัน เรือนจำโรเซอร์สแบร์ก ทางตอนเหนือของกรุงสตอกโฮล์ม กำลังถูกปรับปรุงให้เป็นหนึ่งในสามเรือนจำสำหรับเยาวชนที่ก่อคดีรุนแรง ภายในจะเน้นการศึกษา การฟื้นฟูพฤติกรรม และการพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับการควบคุมตัว
นายกาเบรียล เวสส์แมน ผู้บัญชาการเรือนจำ เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญคือการดูแลเด็กที่กำลังเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น หลายคนไม่เคยใช้ชีวิตห่างจากครอบครัวมาก่อน เจ้าหน้าที่จึงต้องให้ทั้งการสนับสนุนด้านอารมณ์และการศึกษา เพื่อช่วยให้พวกเขาปรับตัวและกลับคืนสู่สังคมได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักวิชาการและพรรคฝ่ายค้านที่มองว่า การนำเด็กอายุเพียง 13 ปีเข้าสู่ระบบเรือนจำอาจสร้างผลกระทบระยะยาวต่อพัฒนาการและโอกาสในชีวิต
นางวิลมา รอธ โฆษกด้านกระบวนการยุติธรรมของพรรคเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ระบุว่า เด็กอายุ 13 ปียังถือเป็นเด็กอย่างสมบูรณ์ และยังไม่มีสิทธิแม้แต่จะซื้อเครื่องดื่มชูกำลังด้วยตนเอง จึงควรได้รับการบำบัดและดูแลมากกว่าการจำคุก
ด้านผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า เดนมาร์กเคยทดลองลดอายุรับผิดทางอาญาเหลือ 14 ปีในปี 2553 แต่ผลการศึกษาพบว่าไม่ได้ช่วยลดระดับอาชญากรรมอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งกำหนดอายุรับผิดทางอาญาไว้ที่ 10 ปี ก็กำลังพิจารณาปรับเพิ่มเกณฑ์ดังกล่าว
ศาสตราจารย์เฟลิเป เอสตราดา ดอร์เนอร์ นักอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ระบุว่า แม้การจำคุกเด็กที่อยู่ชายขอบของสังคมอาจส่งผลเสียต่ออนาคตของพวกเขา แต่สังคมก็จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากผู้ก่อเหตุร้ายแรง
กรณีของสวีเดนจึงสะท้อนความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญ ระหว่างการรักษาสมดุลของสิทธิเด็กกับความจำเป็นในการปกป้องสาธารณชนจากอาชญากรรมที่มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นในยุคปัจจุบัน







