
ศูนย์ชายแดนใหม่ รัฐบาลเร่งบูรณาการ แต่คำถามซ้ำซ้อนยังคาใจกลางข้อกังขา?
เมื่อชายแดนไม่ได้มีแค่เส้นแบ่งแผ่นดิน แต่เป็นด่านหน้าของยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และภัยไซเบอร์ ศูนย์ใหม่ของรัฐบาลจึงเกิดขึ้น พร้อมคำถามว่า จำเป็นหรือซ้ำ?
KEY
POINTS
- รัฐบาลจัดตั้ง "ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน" (ศบค.ชด.) เพื่อเป็นกลไกกลางในการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ สำหรับรับมือภัยคุกคามชายแดนรูปแบบใหม่
- เกิดข้อกังขาถึงความจำเป็นในการจัดตั้ง ศบค.ชด. เนื่องจากมีโครงสร้างและภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับ "กองอำนวยการปฏิบัตินโยบายชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน" (กอ.นชท.) ที่มีอยู่เดิม
- มีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของศูนย์ใหม่ ประเด็นการใช้งบประมาณ และข้อวิจารณ์ว่าอาจเป็นการสร้างโครงสร้างที่ซ้ำซ้อน เพิ่มขั้นตอนและค่าใช้จ่าย แทนที่จะปรับปรุงกลไกเดิม
การจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน” หรือ ศบค.ชด. กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและความมั่นคงทันที เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเลือกยกระดับกลไกชายแดนขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 212/2569 โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงชายแดนของรัฐบาลให้ลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ในมุมของรัฐบาล เหตุผลสำคัญคือสถานการณ์ชายแดนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องแนวเขตหรือกำลังทหารอีกต่อไป หากแต่ขยายไปสู่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การลักลอบข้ามแดน และปัญหาความขัดแย้งที่กระทบต่อชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดนโดยตรง รัฐจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีกลไกที่สั่งการ ประสานงาน และบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามใหญ่ที่ตามมาคือ ศบค.ชด. เป็น “กลไกใหม่ที่จำเป็น” หรือเป็นเพียง “โครงสร้างซ้อนโครงสร้าง” ในระบบราชการความมั่นคงที่มีหน่วยงานลักษณะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว
ข้อวิพากษ์สำคัญพุ่งไปที่การเปรียบเทียบกับ “กองอำนวยการปฏิบัตินโยบายชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน” หรือ กอ.นชท. ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2544 ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 260/2544 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ
เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบจุดคล้ายกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง ศบค.ชด. และ กอ.นชท. ต่างมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นแกนหลักของการอำนวยการ ขณะที่ภารกิจต่างมุ่งไปยังการประสานงานด้านชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน การป้องกันปัญหาข้ามพรมแดน และการขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน
ความแตกต่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ กอ.นชท. ถูกมองว่ามีโครงสร้างฝังลึกกว่า เพราะวางระบบลงไปถึงระดับกองทัพภาคที่ 1-4 และเครือข่ายจังหวัดชายแดน 31 จังหวัด ขณะที่การจัดตั้ง ศบค.ชด. ยังถูกตั้งคำถามว่า จะสร้างประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจริงเพียงใด หรือจะกลายเป็นศูนย์กลางอีกชั้นหนึ่งที่เพิ่มขั้นตอนการสั่งการมากกว่าลดความซ้ำซ้อน
ประเด็นงบประมาณยิ่งทำให้คำถามดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะในปีงบประมาณ 2569-2570 ศบค.ชด. จะใช้ “งบกลาง” รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เนื่องจากเป็นโครงสร้างใหม่ที่ยังไม่ทันจัดสรรงบประมาณประจำไว้ล่วงหน้า ขณะที่ กอ.นชท. เดิมมีลักษณะใช้ทรัพยากรและงบประมาณประจำของหน่วยงานที่มาร่วมบูรณาการกันอยู่แล้ว
สำหรับฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกต นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องชื่อหน่วยงาน แต่เป็นคำถามต่อหลักธรรมาภิบาลของการบริหารความมั่นคงว่า รัฐควรเพิ่มศูนย์ใหม่ทุกครั้งเมื่อเผชิญปัญหา หรือควรปรับปรุงกลไกเดิมให้มีอำนาจชัดเจนและทำงานได้จริงมากกว่าเดิม
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกอ้างถึงในประเด็นความกังวลนี้ โดยมองว่ารัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่า ศูนย์ใหม่มีแผนปฏิบัติการรองรับแล้วหรือไม่ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คืออะไร และจะไม่กลายเป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานหลายชุดโดยไม่มีแผนภาคสนามรองรับ
คำถามอีกชั้นหนึ่งคือ เหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว เช่น กอ.รมน. หรือ กอ.นชท. ซึ่งมีอำนาจและโครงข่ายพื้นที่ครอบคลุมอยู่ก่อน แทนการสร้างองค์กรใหม่ที่อาจถูกมองว่าเป็น “กอ.รมน. สาขา 2” เพิ่มตำแหน่ง เพิ่มค่าใช้จ่าย เพิ่มเบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน และพื้นที่ให้ข้าราชการหรือทหารบางกลุ่มเข้ามามีบทบาท โดยยังไม่เห็นคำตอบชัดเจนด้านผลลัพธ์
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่า ศบค.ชด. ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อทับซ้อนหน่วยงานเดิม แต่เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานท่ามกลางภัยชายแดนที่ซับซ้อนกว่าอดีต โดยมีการแบ่งบทบาทระหว่างฝ่ายทหาร กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น พร้อมทั้งใช้กลไกคณะผู้แทนพิเศษช่วยผลักดันงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
หัวใจของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “การพิสูจน์ด้วยผลงาน” ไม่ใช่เพียงคำอธิบายเชิงโครงสร้าง หาก ศบค.ชด. สามารถลดช่องว่างระหว่างหน่วยงาน ทำให้การข่าว การป้องกัน การสั่งการ และการแก้ปัญหาประชาชนชายแดนเดินหน้าได้จริง ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐไทยในยุคภัยคุกคามใหม่
แต่หากสุดท้ายศูนย์ใหม่นี้เป็นเพียงการเพิ่มป้าย เพิ่มคณะกรรมการ และเพิ่มงบประมาณ โดยไม่ลดความซ้ำซ้อนของระบบเดิม คำถามที่เกิดขึ้นวันนี้จะไม่ใช่แค่ “จำเป็นหรือไม่” หากจะลึกไปถึงว่า รัฐไทยกำลังแก้ปัญหาชายแดน หรือกำลังสร้างเขาวงกตใหม่ในระบบราชการความมั่นคงอีกชั้นหนึ่งกันแน่







