
เปิดมิติใหม่ 'น่าน' เมืองแห่งภูมิปัญญา ต่อยอดตำรายาโบราณ 700 ปีสู่ระดับสากล
KEY
POINTS
- น่านไม่ได้มีดีแค่ธรรมชาติและการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นแหล่งรวมภูมิปัญญา "หญ้ายา" จากตำราโบราณอายุ 700 ปี
- ตำราโบราณบันทึกวิธีใช้สมุนไพรหลากชนิด เช่น พรมมิ ฟ้าทะลายโจร และหญ้าเอ็นยืด ซึ่งวงการแพทย์ปัจจุบันนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- การผสานองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จะช่วยยกระดับจังหวัดน่านสู่ศูนย์กลางการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
หากพูดถึง “จังหวัดน่าน” ภาพจำของหลายคนคือเมืองเล็กๆ กลางหุบเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติและวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ แต่เบื้องหลังความเงียบสงบนั้น น่านยังซุกซ่อนขุมทรัพย์ทางภูมิปัญญาอันล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น
รากฐานของพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาชั้นเลิศ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานกันว่า “หญ้ายา” ซึ่งถูกรวบรวมไว้ในคัมภีร์พับสาตำรายาโบราณที่มีอายุยาวนานเก่าแก่กว่า 700 ปี
ถอดรหัส ‘หญ้ายา’ มุมมองใหม่จากคัมภีร์พับสาโบราณ
คำว่า “หญ้ายา” (Medicinal Grasses) เป็นการนิยามและบัญญัติศัพท์ของคนเมืองน่านโบราณเพื่อใช้เรียกกลุ่มพืชพรรณและพืชล้มลุกหลากหลายชนิดที่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรค หลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนโบราณของชาวน่านคือ “ตำรายาโบราณ 700 ปี” ซึ่งจดบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนาลงบนสมุดข่อยหรือที่ทางเหนือเรียกว่า “ปั๊บสา” หรือ “พับสา”
ภายในหน้ากระดาษพับสาโบราณ มีการบันทึกชื่อพืชพรรณไว้อย่างละเอียด ถ่ายทอดวิธีการเก็บเกี่ยวในแต่ละฤดูกาล กรรมวิธีการปรุงยา ตลอดจนสูตรการผสมสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาอาการป่วยไข้ต่าง ๆ หลักฐานเหล่านี้เป็นข้อบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า นับตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ วิถีชีวิตของชาวน่านมีกลไกการสังเกต คิดวิเคราะห์ ทดลองใช้จริง และส่งต่อองค์ความรู้ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลตกทอดกันมานานหลายร้อยปี
เปิดทำเนียบสมุนไพรท้องถิ่น จากภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่ผลงานวิจัยสมัยใหม่
แม้ในตำราโบราณ 700 ปี จะรวบรวมพืชยาไว้มากมายจนยากจะหยิบยกมาได้หมดสิ้น แต่ในปัจจุบันมีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่โดดเด่นและกำลังได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น่าสนใจ อาทิ
- ขมิ้นชัน พืชสมุนไพรคู่ครัวไทยที่มีสรรพคุณทางยาเกินตัว สารสำคัญในขมิ้นชันมีฤทธิ์เด่นในการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบอย่างมีประสิทธิภาพ จึงนิยมนำมาใช้บรรเทาอาการในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคข้ออักเสบได้อย่างดี
- ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรรสขมจัดที่กลายเป็นฮีโร่ในยุคปัจจุบัน มีคุณสมบัติโดดเด่นในการดูแลระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการไข้หวัด เจ็บคอ และลดอาการไอ เนื่องจากสารสกัดในตัวยามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้อย่างเห็นผล
- พรมมิ พืชตัวเล็กที่มีอานุภาพมากในด้านการบำรุงสมองและความจำ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานาน ในปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ออกมายืนยันตรงกันว่า สารสกัดจากพรมมิช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท ช่วยเสริมสร้างสมาธิ และช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียด
- ลุบลิบ ชื่อที่อาจไม่คุ้นหูคนกรุงมากนัก แต่เป็นพืชยาสำคัญในตำรับพื้นบ้านน่าน มักนำมาใช้บรรเทาอาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด และแก้ไอ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนังบางชนิด จนกระทั่งนักวิจัยนำไปพัฒนาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณในยุคนี้
- หญ้าเอ็นยืด สมุนไพรที่ชื่อบ่งบอกสรรพคุณอย่างตรงไปตรงมา คนโบราณใช้สำหรับ “ยืดเส้นยืดเอ็น” บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ทั้งยังใช้เป็นยาแก้ฟกช้ำภายใน ขับปัสสาวะ และช่วยสมานบาดแผลให้หายเร็วยิ่งขึ้น
- เถาวัลย์เปรียง อีกหนึ่งพืชยาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในการบำบัดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยเฉพาะการลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและข้อต่อ จึงตอบโจทย์ผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมืองแห่งภูมิปัญญา ปลุกชีพตำราโบราณสู่โมเดลเศรษฐกิจมูลค่าสูง
การค้นพบและถอดรหัสลับ “หญ้ายา” จากพับสาอายุ 700 ปีของเมืองน่าน เผยให้เห็นว่าจังหวัดเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ภูเขาสูงหรือวัดวาอาราม แต่ยังเป็นคลังภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนโบราณและแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ มรดกเหล่านี้ไม่ได้ถูกแช่แข็งไว้ตามกาลเวลา ทว่ากำลังทำหน้าที่เชื่อมโยงเรื่องราวในอดีตเข้ากับโลกปัจจุบันได้อย่างลงตัว
ปัจจุบัน การพัฒนาต่อยอดหญ้ายาไม่ได้หยุดอยู่แค่การต้มยารักษาโรคในชุมชนอีกต่อไป แต่กำลังขยายขอบเขตไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาสมัยใหม่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ตลอดจนเครื่องสำอางชั้นนำที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติอันบริสุทธิ์
การยกระดับหญ้ายาด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมร่วมสมัยเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องมรดกของบรรพบุรุษไม่ให้สูญหาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังมีศักยภาพก้าวไกลสู่การเป็นสินค้าส่งออกมูลค่าสูงของประเทศไทยในอนาคต
หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดันและนำวิทยาศาสตร์การแพทย์มาบูรณาการเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอันใกล้ “น่าน” จะไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่ผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น แต่จะสามารถยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากพืชพรรณธรรมชาติ” ในระดับสากล นำมาซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคงทางสุขภาพของผู้คนอย่างแท้จริง







