posttoday
เลขาแพทยสภา ห่วงผู้สูงวัยขับรถกลางคืน หลังรัฐปิดไฟทางหลวง โรคตาเพิ่มความเสี่ยง

เลขาแพทยสภา ห่วงผู้สูงวัยขับรถกลางคืน หลังรัฐปิดไฟทางหลวง โรคตาเพิ่มความเสี่ยง

30 พฤษภาคม 2569

“หมออิทธพร” ห่วงผู้สูงวัยขับรถกลางคืน หลังรัฐปิดไฟทางหลวงบางช่วง ชี้โรคตา-เบาหวาน-ความดัน เพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุ เสนอเพิ่มการประเมินการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยสำหรับผู้ขับขี่สูงวัย พร้อมติดตามสถิติอุบัติเหตุก่อน-หลังปิดไฟทางหลว

พลอากาศเอก นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ได้แสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว ถึงความห่วงใยต่อการขับขี่ยานพาหนะยามค่ำคืน กรณีกรมทางหลวงออกมาตรการปรับลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงแผ่นดิน โดยกำหนดให้ปิดไฟบนทางหลวงเลข 4 หลัก ในช่วงเวลา 22.00-06.00 น. ตามประกาศที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า

 

"ไฟทางหลวงดับยามดึก...แล้วสายตาคุณพ่อคุณแม่จะมองเห็นทางไหม?" เรื่องจริงที่อยากให้ลูกหลานอ่าน

 

ตามที่ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 134 ง วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ได้เผยแพร่ "ประกาศกรมทางหลวง เรื่อง มาตรการปรับลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงแผ่นดิน" กำหนดให้ปิดไฟบนทางหลวงเลขทาง 4 หลัก ในช่วงเวลา 22.00-06.00 น. โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและการประหยัดพลังงานของประเทศ 

 

ผมขอเรียนก่อนว่าเป็นนโยบายที่ดีมีเหตุผลรองรับ ประกาศฉบับนี้กำหนดเงื่อนไขไว้รอบคอบ ทั้งการเว้นจุดเสี่ยง ทางแยก ทางโค้ง คอสะพาน ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย อีกทั้งหลายประเทศในยุโรปก็ใช้มาตรการลักษณะนี้ในช่วงวิกฤตพลังงาน และงานวิจัยในอังกฤษและเวลส์พบว่าการปิดไฟบางช่วงไม่ได้เพิ่มอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อใช้จริง

 

แต่ในฐานะแพทย์ ผมขออนุญาตเติมข้อมูลทางการแพทย์อีกมุมหนึ่ง ด้วยความปรารถนาดี เพื่อให้นโยบายสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ

 

เรื่องที่หลายท่านอาจยังไม่ทราบ: สายตากับความมืด

 

เมื่ออายุมากขึ้น การปรับสายตาในที่มืด (dark adaptation) จะช้าลงกว่าวัยหนุ่มสาว 2-3 เท่า งานวิจัยพบว่าผู้ขับขี่อายุเกิน 65 ปี มักตอบสนองต่ออันตรายช้าลง ถูกแสงไฟหน้ารถที่สวนมารบกวนรุนแรงกว่า และฟื้นตัวจากแสงจ้าช้ากว่า จนประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงวัยในต่างประเทศเลือกเลิกขับรถกลางคืนด้วยตนเอง ซึ่งคนไทยก็คงคล้ายกัน แต่ปัญหาปัจจุบัน ครอบครัวเล็กลง และอาจจะไม่มีบุตรหลานช่วยขับ ยังต้องขับเองอยู่ดี

 

โรคที่คนไทยเป็นมาก และกระทบการมองเห็นยามค่ำคืน นี่คือจุดที่ผมห่วงเป็นพิเศษ เพราะคนไทยมีปัจจัยเสี่ยงสูง

  • เบาหวาน - คนไทยป่วยประมาณ 6.5 ล้านคน หรือ 1 ใน 10 คน และร้อยละ 40 ยังไม่รู้ตัวว่าป่วย ในกลุ่มนี้ราว 1 ใน 3 มีภาวะจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน ซึ่งทำลายการมองเห็นในที่มืดและการมองภาพรอบข้างโดยตรง
  • ความดันโลหิตสูง - เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของจอประสาทตาเสื่อมเช่นกัน และผู้สูงวัยไทยจำนวนมากมีทั้งเบาหวานและความดันพร้อมกัน ความเสี่ยงจึงทับซ้อน
  • ต้อกระจกและต้อหิน-ทำให้แสงกระจายในลูกตา มองเห็นในที่มืดยากขึ้น โดยผู้ป่วยต้อหินตอบสนองต่ออันตรายช้ากว่าคนปกติเกือบครึ่งวินาที ซึ่งที่ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากับรถวิ่งไปแล้วกว่า ๑๐ เมตรก่อนจะเบรกได้

 

 

ยา-อีกปัจจัยที่มักถูกมองข้าม: ยาบางชนิดทำให้การมองเห็นแย่ลง

ผู้สูงวัยมักรับประทานยาหลายชนิด และยาบางกลุ่มมีผลต่อการมองเห็นในที่แสงน้อย เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาต้านซึมเศร้ากลุ่มเก่า รวมถึงยาบางตัวที่ทำให้รูม่านตาขยายและไวต่อแสงจ้ามากขึ้น จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อต้องขับรถกลางคืน หรือถามเมื่อได้รับยา รวมถึงการไปซื้อยาเองที่ร้านขายยาก็มีความเสี่ยง

 

ระบบตรวจสายตาของเราดีแล้ว แต่ยังเติมได้อีก

 

ปัจจุบันการต่อใบขับขี่มีการตรวจสายตาด้วยแผ่นวัดสายตา (Snellen chart) และตรวจลานสายตาอย่างง่าย ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ดีและจำเป็น แต่การตรวจนี้ทำในที่สว่างเวลากลางวัน จึงยังไม่ครอบคลุมความสามารถในการมองเห็นขณะขับรถกลางคืนในที่มืด ซึ่งจะยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อไฟทางหลวงถูกปิด

 

ข้อเสนอด้วยความหวังดี

1.อยากชวนกรมการขนส่งทางบกและ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ ร่วมพิจารณาเพิ่มการประเมินการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยสำหรับผู้ขับขี่สูงวัย เพื่อความปลอดภัย คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมากนัก ถ้าเจอจะได้รีบรักษาซึ่งใช้สิทธิต่างๆได้ แทบไม่เสียเงินอยู่แล้ว

 

2.เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เข้ากับการดูแลและคำแนะนำเรื่องการขับขี่กลางคืน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่แต่ทำได้ในยุคเทคโนโลยี ปัจจุบัน ผ่านทางสื่อดิจิตอล

 

3.ขอเสนอให้กรมทางหลวงติดตามสถิติอุบัติเหตุก่อนและหลังปิดไฟ แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นระยะ เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันติดตามประเมิน โดยเฉพาะในแต่ละชุมชน เจ้าของถนนที่ดับไฟ

 

4.ในระยะยาว อาจพิจารณาระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับความสว่างตามปริมาณรถ ซึ่งบทเรียนจากยุโรปพบว่าประหยัดพลังงานได้สูงกว่าการปิดไฟทั้งดวง โดยถนนไม่มืดสนิท ลงทุนเพิ่มอีกหน่อยจะได้ปลอดภัยครับ

 

ประหยัดพลังงานกับความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราทำได้ทั้งคู่หากวางแผนร่วมกันดี ๆ แพทยสภาและราชวิทยาลัย ยินดีให้ความร่วมมือทางวิชาการอย่างเต็มที่ครับ”

 

สุดท้าย หมออิทธพร ฝากถึงประชาชน โดยเฉพาะบุตรหลาน ให้ชักชวนผู้สูงอายุในครอบครัวที่ยังขับรถในเวลากลางคืนเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของทุกคน

ข่าวล่าสุด

เลขาแพทยสภา ห่วงผู้สูงวัยขับรถกลางคืน หลังรัฐปิดไฟทางหลวง โรคตาเพิ่มความเสี่ยง

เลขาแพทยสภา ห่วงผู้สูงวัยขับรถกลางคืน หลังรัฐปิดไฟทางหลวง โรคตาเพิ่มความเสี่ยง