
กรมวิทย์ฯ จับมือพันธมิตรไทย-จีน วิจัยตรวจ "มะเร็งลำไส้ใหญ่" ด้วย DNA
กรมวิทย์ฯ จับมือพันธมิตรไทย-จีน วิจัยตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วย DNA เพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจคัดกรองที่มีความแม่นยำสูง
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการวิจัยร่วมไทยด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี DNA Methylation และนิเวศจุลชีพในลำไส้” (Thailand Joint Research Programme for DNA Methylation-Based Colorectal Cancer Early Screening and Intestinal Microecology) ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บีจีไอ เฮลท์ (ฮ่องกง) จำกัด และบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี เมื่อวานนี้ (14 พ.ค.2569)
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พบมากเป็นอันดับ 4 ของมะเร็งทุกชนิด โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นถึงปีละกว่า 16,000 คน ผู้ป่วยมะเร็งกว่า 50% มักตรวจพบในระยะลุกลามทำได้เพียงประคับประคอง
การคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหารอยโรคในระยะเริ่มต้น ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ของประเทศไทย เพื่อยกระดับระบบการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองที่มีความแม่นยำสูง สามารถค้นหารอยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและตรงจุด เพิ่มโอกาสการรักษาหาย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
ด้าน ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการความร่วมมือนี้ จะดำเนินการศึกษานำร่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยสำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะเริ่มต้น โดยใช้เทคโนโลยีการตรวจ DNA methylation จากอุจจาระ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ตรวจหาความผิดปกติของ DNA ระดับลึก มีความแม่นยำสูง ตรวจง่าย ไม่เจ็บตัว และสามารถทำการเก็บตัวอย่างได้ด้วยตัวเอง
รวมทั้งมีการจัดทำข้อมูลจากการใช้จริงของประชากรไทยเพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณสุข และการบรรจุการตรวจคัดกรองเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในอนาคต
นอกจากนี้ โครงการยังครอบคลุมการศึกษาด้านไมโครไบโอมในลำไส้ และการวิเคราะห์ความแตกต่างทางคลินิกและ และความหลากหลายของประชากร เพื่อจัดทำฐานข้อมูลระดับภูมิภาค และวางรากฐานสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่เหมาะสมกับประชากรไทย
ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการป้องกันโรคเรื้อรังจากมณฑลเฮยหลงเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่เหมาะสมกับประเทศไทยและประเทศตามแนว Belt and Road ตลอดจนส่งเสริมการสร้างกลไกความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระยะยาวระหว่างไทยและจีน ทั้งด้านการคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้นและนิเวศจุลชีพในลำไส้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการต่อยอดผลงานวิจัยร่วมกันในอนาคตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ระยะยาว







