posttoday
คนตจว.ควรมีทางเลือก "การเดินทาง" ด้วย "ระบบขนส่งสาธารณะท้องถิ่น"

คนตจว.ควรมีทางเลือก "การเดินทาง" ด้วย "ระบบขนส่งสาธารณะท้องถิ่น"

12 พฤษภาคม 2569

ทำไมคนต่างจังหวัดถึงยังไม่มีทางเลือกการเดินทางขนส่งสาธารณะเหมือนคนกรุงฯ! สภาผู้บริโภค ยื่น อบจ. 32 จังหวัด ดันขนส่งสาธารณะ ชี้ "การเดินทาง" คือโอกาสของชีวิต

KEY

POINTS

  • ประชาชนในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวและแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้นโดยไม่มีทางเลือก
  • สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ใน 32 จังหวัด เพื่อผลักดันให้ท้องถิ่นพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของตนเอง
  • ข้อเสนอประกอบด้วยมาตรการ 3 ระยะ ตั้งแต่การจัดบริการรถโดยสารฟรีหรือราคาพิเศษในระยะสั้น ไปจนถึงการสร้างระบบรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เป็นระบบหลักของจังหวัดในระยะยาว

ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงและค่าครองชีพรัดตัวประชาชนทั่วประเทศ จนเห็นภาพคนต่างจังหวัดไปต่อแถวเติมน้ำมัน!

ประเด็นหนึ่งที่ โพสต์ทูเดย์ ตั้งคำถามจากการสังเกตและสถิติที่พบ นั่นคือคนต่างจังหวัด "ไม่มีทางเลือก" การเดินทางเช่นคนกรุงฯ ประเทศไทยขาด "ระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด" ที่จะช่วยเหลือพวกเขา

 

ภาพรวมของประเทศ จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย มีเพียงราว 15 เมืองเท่านั้นที่มีระบบขนส่งสาธารณะในเมืองที่มีตารางเวลา เส้นทาง และอัตราค่าบริการกำหนดชัดเจน ไม่ใช้รถดัดแปลง เมืองที่มักถูกหยิบยกเป็นตัวอย่าง ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น 

นอกจากนั้น มักจะใช้บริการรถสองแถวซึ่งเป็นกระดูกสันหลังหลักของการเดินทางในต่างจังหวัด ต้องรอจนคนเต็มถึงจะออกรถ ไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน และบางครั้งไม่มีรถเลยเพราะคนน้อยจนวิ่งไม่คุ้มค่าน้ำมัน สิ่งเหล่านี้ผลักให้คนต่างจังหวัดต้องรีบมีรถส่วนตัว และเมื่อค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น พวกเขาก็ต้องแบกรับโดยไม่มีทางเลือก 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่น รับมือกับวิกฤตน้ำมันแพง ใน 32 จังหวัดทั่วประเทศ นับเป็นการขยายแนวรุกครั้งใหญ่ที่สุดในประเด็นนี้ 

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้ประชุมร่วมกับนายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยและนายก อบจ.แพร่ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่น ซึ่งเป็นการผลักดันในระดับนโยบายผ่านสมาคม อบจ. ทั่วประเทศโดยตรง

 

ข้อเสนอ 3 ระยะ 

 

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สภาผู้บริโภคยื่นต่อ อบจ. ครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

 

มาตรการสนับสนุนขนส่งสาธารณะระยะสั้น (บรรเทาผลกระทบทันที)

  • จัดบริการขนส่งสาธารณะฟรีหรืออัตราค่าโดยสารพิเศษในเส้นทางจำเป็น โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดหาบริการหรือสนับสนุนบริการรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ในเส้นทางสำคัญ เช่น เส้นทางเชื่อมชุมชนกับศูนย์ราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง
  • จัดบริการรถรับ–ส่งเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง

 

มาตรการระยะกลาง (วางระบบและกลไกในพื้นที่)

  • จัดทำแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดโดยการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลความต้องการเดินทาง กำหนดเส้นทางที่จำเป็น และออกแบบรูปแบบบริการขนส่งสาธารณะที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และรองรับการพัฒนาไปสู่ระบบรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ในอนาคต
  • พัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มีกองทุนขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการจัดบริการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมทั้งการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาระค่าโดยสารของประชาชน และส่งเสริมการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

 

มาตรการระยะยาว (สร้างระบบที่ยั่งยืน)

  • ส่งเสริมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีบทบาทในการจัดหรือร่วมจัดบริการขนส่งสาธารณะด้วยรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เป็นระบบหลักของจังหวัดเพื่อให้เกิดระบบขนส่งสาธารณะที่มีความครอบคลุม มีคุณภาพ เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พัฒนาระบบกำกับดูแลและติดตามคุณภาพบริการโดยยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการจัดให้มีช่องทางรับฟังความคิดเห็น ข้อร้องเรียน และการประเมินคุณภาพบริการของประชาชน เพื่อนำมาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ

 

 

จ่อขับเคลื่อน 32 จังหวัด

 

รายชื่อ 32 จังหวัดที่สภาผู้บริโภคยื่นข้อเรียกร้อง ได้แก่

พระนครศรีอยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ น่าน เชียงใหม่ ลำปาง ขอนแก่น สุรินทร์ ภูเก็ต สงขลา ปัตตานี เชียงราย พะเยา ลำพูน ร้อยเอ็ด สตูล สุราษฎร์ธานี สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี กาฬสินธุ์ แพร่ พิจิตร ชลบุรี สุพรรณบุรี กระบี่ สมุทรปราการ ราชบุรี สมุทรสาคร นราธิวาส ยะลา ชุมพร และปทุมธานี

 

 

กรณีนนทบุรี "ฟีดเดอร์" เชื่อมหมู่บ้านถึงรถไฟฟ้า

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สภาผู้บริโภคเข้าหารือกับ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เกี่ยวกับแนวทางพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและระบบเชื่อมต่อ (ฟีดเดอร์) ในพื้นที่ โดยเตรียมนำร่อง 3 เส้นทาง ทดลองวิ่งฟรี 6 เดือน เพื่อลดภาระค่าเดินทางให้ประชาชน 

 

สารี อ๋องสมหวัง ระบุว่า ปัจจุบันจังหวัดนนทบุรีมีโครงข่ายรถไฟฟ้าหลายสาย แต่ประชาชนจำนวนมากยังเข้าถึงสถานีได้ยาก จึงเสนอให้พัฒนาระบบรถฟีดเดอร์ในระดับชุมชน เพื่อเชื่อมคนจากหมู่บ้านและซอยต่างๆ เข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า โดยมองว่าช่วงที่ราคาน้ำมันแพงถือเป็นโอกาสสำคัญในการจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น

 

ในที่ประชุม ยังมีการแนะนำรูปแบบการบริหารจัดการจากจังหวัดอื่นเพื่อเป็นแนวทาง โดยมีอย่างน้อย 2 โมเดลหลักที่หลายจังหวัดนำมาใช้ ได้แก่ โมเดลของ อบจ.ภูเก็ต ที่ลงทุนซื้อรถโดยสารไฟฟ้าและสถานีชาร์จเอง ก่อนว่าจ้างเอกชนเข้ามาเดินรถและบริหารจัดการ และโมเดลของ อบจ.กาญจนบุรี ซึ่งใช้วิธีจ้างเอกชนจัดหารถให้บริการเดินรถระยะยาว โดย อบจ.ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อรถเองแต่ยังสามารถกำกับคุณภาพการให้บริการได้

 

ด้าน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี กล่าวว่า มีแนวคิดนำรถสองแถวติดเครื่องปรับอากาศที่มีอยู่แล้วมาทดลองให้บริการในเส้นทางนำร่องที่มีประชากรจำนวนมาก ได้แก่ ไทรม้า ท่าอิฐ และวัดบัวขวัญ โดยอาจทดลองวิ่งฟรีเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อประเมินความต้องการใช้งานจริง ความถี่ในการเดินรถ และความเหมาะสมของอัตราค่าโดยสารในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ธงชัยแสดงความกังวลว่า หากดำเนินการแล้วไม่มีผู้ใช้บริการเพียงพอ อาจถูกตรวจสอบด้านความคุ้มค่าจากหน่วยงานภาครัฐ จึงเห็นว่ารูปแบบที่เหมาะสมควรเปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุน ขณะที่ อบจ.ทำหน้าที่สนับสนุนและกำกับคุณภาพบริการ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องผู้ประกอบการขนส่งรายเดิมทั้งรถโดยสารและรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ต้องหารือเพื่อไม่ให้กระทบผลประโยชน์และป้องกันความขัดแย้ง 

 

ทุกฝ่ายในที่ประชุมเห็นตรงกันว่าระบบฟีดเดอร์ในอนาคตควรเชื่อมต่อกับระบบ "ตั๋วร่วม" เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บัตรโดยสารใบเดียวเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทุกสายได้สะดวกขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเชื่อมคนจากในหมู่บ้านและซอยต่างๆ ไปขึ้นรถไฟฟ้า และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล พร้อมกันนั้นยังมีข้อเสนอให้ออกแบบบริการให้รองรับผู้สูงอายุและคนพิการเพื่อให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม 

ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการจัดประชุมร่วมระหว่าง อบจ.นนทบุรี ขนส่งจังหวัด ผู้ประกอบการ นิติบุคคลหมู่บ้าน ตัวแทนวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง และสภาผู้บริโภค เพื่อร่วมกันออกแบบเส้นทางและรูปแบบบริการที่เหมาะสมก่อนเริ่มทดลองเดินรถในพื้นที่นำร่องต่อไป

 

 

การเดินทาง คือโอกาสในชีวิต

 

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค เน้นย้ำว่า การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวันถือเป็นสิทธิของประชาชน โดยสภาผู้บริโภคสนับสนุนแนวคิด "คาร์ฟรี" ทุกวัน (Car Free Everyday) และเสนอให้กำหนดค่าโดยสารไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงตั้งเป้าให้ประชาชนเดินออกจากบ้านแล้วพบจุดรอรถภายในระยะ 500 เมตร 

นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกสมาคม อบจ. ยอมรับว่าแม้หลาย อบจ. จะพยายามขับเคลื่อนโครงการพัฒนา แต่บางแห่งยังขาดองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ส่งผลต่อแนวทางดำเนินการ และจังหวัดขนาดเล็กยังต้องบูรณาการความร่วมมือกับ อปท. ในพื้นที่เพื่อร่วมแบ่งเบาภาระงบประมาณ 

 

.....

 

โพสต์ทูเดย์ เคยตั้งข้อสังเกตว่า การจะเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนให้หลุดจาก "กับดักน้ำมัน" ได้นั้น เมืองต้องพร้อมให้ประชาชนเปลี่ยน ชุมชนต้องเปลี่ยนด้วย และรัฐต้องเข้ามาขยายนโยบายเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะการเดินทางไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คนที่มีเงินจ่ายค่าน้ำมัน 

การยื่นข้อเรียกร้องต่อ อบจ. 32 จังหวัด ควบคู่กับความคืบหน้าในระดับพื้นที่อย่างกรณีนนทบุรี คือสัญญาณว่าเรื่องนี้กำลังเดินหน้าจริง และถึงเวลาแล้วที่ท้องถิ่นแต่ละแห่งต้องตอบสนองให้ชัดเจน ก่อนที่วิกฤตค่าครองชีพจะกัดกินชีวิตของประชาชนลึกไปกว่านี้ และเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการเดินทางให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

สามเณรปลูกปัญญาธรรม คว้าเกียรติยศ "องค์กรทำคุณประโยชน์" ปี 2569

สามเณรปลูกปัญญาธรรม คว้าเกียรติยศ "องค์กรทำคุณประโยชน์" ปี 2569