posttoday
ปลุก “Active Citizen”  สู้ภัยโรค NCDs หลังพบต้นเหตุคนไทยตาย  70% เสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้าน!

ปลุก “Active Citizen” สู้ภัยโรค NCDs หลังพบต้นเหตุคนไทยตาย 70% เสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้าน!

05 พฤษภาคม 2569

“Active Citizen” แนวคิดปลุกพลเมืองให้กระฉับกระเฉง ! หลังพบโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตคนไทยกว่า 70% หรือ 4.2 แสนคนต่อปี

KEY

POINTS

  • โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตถึง 70% และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท
  • แนวทางแก้ไขคือการสร้าง "เมืองกระฉับกระเฉง" (Active City) ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ควบคู่กับการปลุกพลัง "พลเมืองกระฉับกระเฉง" (Active Citizen) ให้มีความรู้และลงมือดูแลสุขภาพตนเอง
  • ต้องเปลี่ยนจากการเน้น "การรักษา" มาสู่ "การป้องกัน" โดยภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชนต้องร่วมมือกันปฏิรูประบบบริการสุขภาพและพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ

จาก “รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพ และกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ” โยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ซึ่งรับทุนอุดหนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า
 

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับการ เปลี่ยนผ่านทางระบาดวิทยาอย่างชัดเจน จากเดิมที่ปัญหาหลักที่นำไปสู่การเสียชีวิตของคนไทย คือ โรคติดต่อ แต่ในปัจจุบันภาระโรคหลักได้เปลี่ยนมาเป็นกลุ่ม โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุแทน

 

ข้อมูลที่น่าตกใจระบุว่า โรค NCDs ได้กลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมด หรือประมาณ 420,000 คนต่อปี

 

สำหรับกลุ่มโรคที่เป็นฆาตกรหลัก ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในปี 2566 มีผู้ป่วยสูงถึง 349,126 ราย ตามมาด้วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง

 

โดยเฉพาะโรคมะเร็งนั้นเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของคนไทย ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและการเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

นอกจากนี้ยังมี โรคไตเรื้อรัง ที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยมีสาเหตุหลักมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม

 

ทำไม NCDs ถึงฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย?

 

วิกฤต NCDs ไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นด้านสาธารณสุข แต่เป็น ประเด็นด้านเศรษฐกิจที่รุนแรง ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากกลุ่มโรคเหล่านี้มีมูลค่าสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับปัจจัยหลายมิติ อาทิ

 

  • การลดลงของผลิตภาพแรงงาน เนื่องจาก NCDs มักส่งผลให้เกิดภาวะทุพพลภาพหรือต้องพึ่งพิงการดูแลระยะยาว
  • ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐที่สูงขึ้น  เมื่อประชากรเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" (Aged Society) ในปี 2567 โดยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ภาระการดูแลโรคเรื้อรังซึ่งเป็น "โรคสะสมระยะยาว" ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่องบประมาณภาครัฐ
  • ภาระทางการเงินของผู้ดูแล เมื่อวัยทำงานต้องออกจากระบบเศรษฐกิจเพื่อมาดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่ติดบ้านหรือติดเตียง

 

จากรายงานดังกล่าว ยังระบุว่า นโยบายสุขภาพในปัจจุบันยังคงเน้น "การรักษา" มากกว่า "การป้องกัน" ซึ่งเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

 

 

Active City นวัตกรรม "เมืองกระฉับกระเฉง" ทางรอดที่ยั่งยืน

 

หนึ่งในการแก้ปัญหาสำคัญที่ถูกระบุในรายงานคือแนวคิด "เมืองกระฉับกระเฉง" หรือ Active City ซึ่งเป็นการออกแบบและพัฒนาเมืองให้เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) และวิถีชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพ

 

องค์ประกอบสำคัญของ Active City ประกอบด้วย

  • การสร้างพื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะ เช่น นโยบาย "สวน 15 นาที" ของกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ภายในระยะเดินไม่เกิน 800 เมตร หรือ 15 นาทีจากบ้าน
  • ระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ  เพื่อส่งเสริมการเดินและการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว
  • การออกแบบชุมชนที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งประเทศไทยยังมีสถิติการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

ปัจจุบัน  ประเทศไทยมีพื้นที่สุขภาวะต้นแบบที่นำแนวคิดนี้ไปใช้แล้วกว่า 20 แห่ง เช่น ในกรุงเทพมหานคร หาดใหญ่ เชียงใหม่ และเชียงราย

การพัฒนาเมืองให้เป็น Active City ไม่เพียงแต่ช่วยลดการเกิด NCDs แต่ยังช่วย ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ โดยการให้ทุกคนเข้าถึงพื้นที่สุขภาวะได้อย่างเท่าเทียม และยังช่วยลดความเครียด สร้างความผูกพันในชุมชน ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิต

 

 

จาก Active City สู่ Active Citizen พลังของพลเมืองที่กำหนดสุขภาพตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม การมีเมืองที่เอื้ออำนวยต้องควบคู่ไปกับการสร้าง "Active Citizen" หรือ พลเมืองกระฉับกระเฉง ซึ่งหมายถึงประชาชนที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการดูแลสุขภาพตนเอง มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์

 

รายงานชี้ให้เห็นว่าแม้คนไทยจะเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้มากขึ้น แต่ยังมี "ช่องว่างระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ" ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นความดันโลหิตสูงหลายคนยังคงบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงและไม่ออกกำลังกายเนื่องจากปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการกิน

 

ทั้งนี้ กลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Active Citizen ได้แก่

  • อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างระบบสาธารณสุขกับชุมชน
  • ความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล  เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพรุ่นใหม่ เช่น Telemedicine และแอปพลิเคชันสุขภาพได้
  • การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย  อาทิ ปฏิรูปกำลังคนและบริการปฐมภูมิ เป็นต้น

 

 

และเพื่อให้แนวคิด Active City และ Active Citizen เกิดผลสัมฤทธิ์ รายงานได้เสนอข้อแนะนำเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบที่สำคัญ ได้แก่

  • การเสริมสร้างบริการปฐมภูมิ ออกแบบระบบบริการที่เน้นการดูแลระยะยาวในชุมชนมากกว่าการรอรักษาในโรงพยาบาล
  • การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น  สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพเชิงรุกและพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับตำบล
  • การปรับปรุงระบบกำลังคนด้านสุขภาพ  ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการผลิตบุคลากรในสาขาที่สอดคล้องกับสังคมสูงวัยและ NCDs มากขึ้น เช่น นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา พยาบาลเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุ และนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งปัจจุบันยังมีความขาดแคลนในระดับพื้นที่
  • นวัตกรรมบริการใหม่  เช่น ระบบ Telemedicine, บริการจัดส่งยาถึงบ้าน  และการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน  เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลและเพิ่มความสะดวกแก่ประชาชน

 

 

การแก้ปัญหา NCDs ในประเทศไทยไม่สามารถอาศัยเพียง "การรักษา" ในโรงพยาบาลได้อีกต่อไป 

ภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยน "เมือง" ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างสุขภาพ ซึ่งจะไม่เพียงแต่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังได้ แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับประเทศไทยในยุคสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

“มูลนิธิศุภชัย–บุษดี” ผนึกกำลัง “เครือซีพี” และ “ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ฯ” เดินหน้าโครงการ ‘ชวนก้าว’

“มูลนิธิศุภชัย–บุษดี” ผนึกกำลัง “เครือซีพี” และ “ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ฯ” เดินหน้าโครงการ ‘ชวนก้าว’