
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล. ดัน GDP โตเพิ่ม 0.8% ปักธงรื้อโครงสร้างพลังงานใน 1 ปี
กู้เงิน 4 แสนล้าน ดันจีพีเพิ่ม 0.8% แบบจำลองสศค.เข้าครม.โครงการแรกเข้าครม.วันที่ 19 พ.ค. นี้ เน้นเยียวยาประชาชนและปรับโครงสร้างพลังงานไทยสู่พลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืน
KEY
POINTS
- รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงาน และลงทุนปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศ
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดการณ์ว่าเม็ดเงินกู้ดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ GDP ของประเทศเติบโตเพิ่มขึ้น 0.8%
- รัฐบาลตั้งเป้าหมายหลักในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานสะอาดให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงถึงความชัดเจนในการออก พระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน (พ.ร.ก. กู้เงิน) วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ด้าน คือ วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ความจำเป็นเร่งด่วน และความคุ้มค่า โดยวงเงินจะแบ่งเป็นวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกเพื่อเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และอีกวงเงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน จากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปสู่พลังงานสะอาด
โดยระบุว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกจากสงครามในตะวันออกกลางที่รวดเร็วและรุนแรง ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบหนักเพราะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงถึง 6-7% ของ GDP ซึ่งสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง และวิกฤตมีความรุนแรงเป็นละลอก หากไม่รีบตัดวงจรราคาพลังงานที่สูงขึ้น จะนำไปสู่ วิกฤต 5 ระดับ ตั้งแต่วิกฤตพลังงาน ราคาต้นทุนพุ่ง สินค้าแพง จนถึงขั้นเศรษฐกิจตกต่ำหรือ Stagflation
“เราไปดูงบประมาณปี 2569 มาหมดแล้ว เหลือเงินที่ยังไม่ทำสัญญาไม่ถึง 5 หมื่นล้าน และงบกลางเหลือแค่ 2 หมื่นล้าน ซึ่งไม่พอแน่นอน หากจะรอใช้งบปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน ซึ่งประชาชนจะได้รับผลกระทบหนักเกินไป ทำให้กำลังซื้อหดตัว ส่งผลต่อภาคธุรกิจจะปิดตัวลง ซึ่งเรารอไม่ได้” นายเอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ ยืนยันว่ารจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือของไทย ยังมีเสถียรภาพ การกู้เงินครั้งนี้คุ้มค่าเพราะต้นทุนดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2% กว่า และสภาพคล่องในประเทศยังมีล้นระบบกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เห็นผลภายใน 1 ปี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาวตามคำแนะนำของธนาคารโลก
“การปรับลดลเงินกู้ลงเหลือ 4 แสนล้าน จากวงเงินเดิม 5 แสนล้านบาท เพื่อเป็นการรักษาวินัยการคลัง การกู้เงินครั้งนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 69% ในปี 2570 ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 70% และหลังจากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวลดลง หากรัฐบาลสามารถนำเงินกู้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้ GDP เติบโตสูงขึ้น สัดส่วนหนี้ ก็จะลดลงตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่ธปท.เคยระบุไว้” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับ สิทธิของประชาชนในโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะมีจำนวนเท่าใดนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด โดยเบื้องต้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจำนวนสิทธิจะอยู่ราว 30 ล้านสิทธิ แต่ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของกรอบงบประมาณอีกครั้ง แม้ประเมินว่าระดับดังกล่าวเพียงพอเมื่อเทียบกับโครงการก่อนหน้าที่รองรับได้สูงสุดประมาณ 28 ล้านสิทธิ ขณะที่เงื่อนไขคุณสมบัติ เช่น อายุผู้มีสิทธิว่าจะกำหนดที่ 18 ปีขึ้นไปหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างทบทวนความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะสามารถเสนอ ครม. ได้เร็วที่สุดในวันที่ 19 พฤษภาคม และเริ่มเบิกจ่ายจริงได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ตามแผนเดิม
ส่วนการเปิดลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ มีแนวโน้มจะดำเนินการพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้
ด้าน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวว่า จากการทำแบบจำลองเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าเม็ดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก 0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2570 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5%
สำหรับสถานะหนี้สาธารณะของไทย ยืนยันว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 69% ในปี 2570 ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังไม่เกิน 70% โดยกลยุทธ์การกู้เงินจะเน้นการกู้ในประเทศเป็นหลัก และเป็นการทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินจริงของโครงการ ไม่ได้กู้มากองไว้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะเพื่อบรรจุแผนก่อหนี้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ก่อนเสนอให้ ครม. พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 12 พฤษภาคม เพื่อปรับปรุงแผนก่อหนี้ และเตรียมนำร่าง พ.ร.ก. เข้าชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569
“ในระยะถัดไป จะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ พร้อมออกระเบียบกระทรวงการคลัง 2 ฉบับ เพื่อกำหนดกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งหนึ่งในโครงการนำร่องคือ คนละครึ่งพลัส ภายใต้แพ็กเกจ ไทยช่วยไทยพลัส ที่รวมมาตรการคนละครึ่งกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อดูแลทั้งกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย” นายลวรณ กล่าว
ทั้งนี้ การใช้จ่ายเงินจะอยู่ภายใต้ 2 กลไกสำคัญ ได้แก่ การกลั่นกรองโครงการตามหลัก “5T” คือ เป้าหมาย , การเปลี่ยนผ่านพลังงาน, การปฏิรูปโครงสร้าง , ความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together และระบบติดตามประเมินผลเพื่อความโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการ 2 ชุดที่ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างรอบด้าน พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนสามารถติดตามได้ผ่านเว็บไซต์







