ยุค "ปิดกั้นตัวเอง"! ผลสำรวจพบคนไทย 65% ไม่ไว้ใจคนที่ "คิดต่าง"
ผลสำรวจความไว้ใจระดับโลกพบ มนุษย์เข้าสู่ยุค "ปิดกั้นตัวเอง" ไม่ไว้ใจคนที่คิดต่าง ประเทศไทยไม่น้อยหน้าสูงถึง 65% ผลจากเศรษฐกิจ และ AI
KEY
POINTS
- ผลสำรวจ Trust Barometer พบว่าคนไทย 65% ไม่พร้อมที่จะเชื่อใจคนที่มีค่านิยมหรือวัฒนธรรมแตกต่างจากตนเอง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
- ปรากฏการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มทั่วโลกที่เปลี่ยนจากยุค "แตกแยก" ไปสู่ "การปิดกั้นตัวเอง" คือเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนคิดต่างเลย
- ความไม่ไว้ใจนี้เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ, AI, วิกฤตข้อมูลข่าวสาร, วิกฤตความเชื่อถือของสถาบัน รวมไปถึงความหวังในอนาคตที่ค่อยๆ พังทลาย
ทุกต้นปี Edelman บริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารระดับโลก จะเผยแพร่ผลสำรวจความเชื่อมั่นประจำปีที่เรียกว่า "Trust Barometer" ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้คนใน 28 ประเทศทั่วโลก รวมกว่า 34,000 คน เพื่อวัด "อุณหภูมิความเชื่อใจ" ของสังคมโลก
ปี 2026 ถือเป็นปีที่รายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี
จาก "ความแตกแยก" สู่ "การปิดกั้นตัวเอง"
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับคำว่า "Polarization" หรือความแตกขั้วทางความคิด แต่รายงานปี 2026 บอกว่าสังคมโลกก้าวข้ามจุดนั้นไปแล้ว และเข้าสู่ระยะที่น่ากังวลกว่า นั่นคือ "Insularity" หรือภาวะปิดกั้นตัวเอง
7 ใน 10 คนทั่วโลกรายงานว่าไม่เต็มใจหรือลังเลที่จะไว้วางใจคนที่มีค่านิยม แนวทางในการมองปัญหาสังคม พื้นเพทางวัฒนธรรม ที่แตกต่างจากตนเอง Edelman ตัวเลขนี้สูงถึง 90% ในญี่ปุ่น และ 81% ในเยอรมนี
ความต่างระหว่าง Polarization กับ Insularity คืออะไร?
ง่ายๆ คือ ในยุคความแตกแยก เรายังยอมออกมาโต้เถียงกัน แต่ในยุค Insularity เราเลือกที่จะ ไม่ยุ่งด้วย เลย ผู้คนหดตัวเข้าหากลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน อ่านข้อมูลชุดเดียวกัน และตัดสายสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่ "ต่าง" จากตน
4 แรงขับสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์ "ปิดกั้นตัวเอง"
รายงานระบุ 4 ปัจจัยหลักที่เร่งให้ภาวะนี้รุนแรงขึ้น
- ความวิตกกังวลทางเศรษฐกิจพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ 2 ใน 3 ของพนักงานกังวลว่านโยบายการค้าและภาษีนำเข้าจะส่งผลเสียต่อนายจ้างของตน นอกจากนี้ 54% ของผู้มีรายได้น้อย และ 44% ของผู้มีรายได้ปานกลาง เชื่อว่าตนเองจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ได้รับประโยชน์จาก AI ... ความกลัวว่าจะ "ตกขบวน" นี้ ทำให้คนหันมาปกป้องตัวเองมากกว่าจะเปิดรับสิ่งใหม่
- ความหวังในอนาคตพังทลาย มีเพียง 32% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่าคนรุ่นถัดไปจะมีชีวิตที่ดีกว่า โดยต่ำสุดในฝรั่งเศส (6%) เยอรมนี (8%) แคนาดา (16%) และสหรัฐอเมริกา (21%) เมื่อมองอนาคตไม่เห็น คนก็ยิ่งยึดติดกับสิ่งที่คุ้นเคยและปลอดภัย
- ความเชื่อมั่นในสถาบันพังพินาศ ผู้นำสถาบันระดับชาติประสบกับการสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง นำโดยผู้นำรัฐบาล (−16 คะแนน) องค์กรสื่อหลัก (−11 คะแนน) และผู้นำธุรกิจต่างชาติ (−6 คะแนน) ขณะที่ความเชื่อมั่นไปรวมตัวอยู่ที่คนใกล้ชิดอย่างเพื่อนบ้าน ครอบครัว และเพื่อน (+11 คะแนน)
- วิกฤตข้อมูลข่าวสาร 65% กังวลว่าผู้กระทำจากต่างประเทศกำลังปล่อยข้อมูลเท็จเข้าสู่สื่อภายในประเทศเพื่อปลุกปั่นความแตกแยก ในขณะที่มีเพียง 39% เท่านั้นที่รับข่าวสารจากแหล่งที่มีอุดมการณ์แตกต่างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
นอกจากนี้ ในปี 2012 ความเชื่อมั่นระหว่างผู้มีรายได้สูงและต่ำอยู่ที่ 6 คะแนน แต่ในปี 2026 ช่องว่างนี้ขยายตัวเป็นมากกว่า 2 เท่า อยู่ที่ 15 คะแนน ความหมายของตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อของ "คนจน" และ "คนรวย" แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและมากขึ้น 2 เท่า!
คนที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มเชื่อมั่นในสถาบัน มองโลกในแง่ดีกว่า และรู้สึกว่าระบบยังทำงานเพื่อพวกเขา ขณะที่คนรายได้น้อยรู้สึกตรงกันข้าม
ถ้าหัวหน้า "คิดต่าง" ส่งผลต่อการทำงานโดยตรง
รายงานฉบับนี้มองว่า ผลกระทบที่ผู้นำองค์กรต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ภาวะ Insularity ส่งผลต่อการทำงานโดยตรง โดยพบว่า
42% อยากย้ายแผนกมากกว่าต้องรายงานตรงต่อหัวหน้าที่มีค่านิยมแตกต่างจากตน และ 34% บอกว่าหากหัวหน้าทีมมีความเชื่อทางการเมืองที่ต่างออกไป พวกเขาจะใส่ใจและทุ่มเทกับโปรเจกต์น้อยลง
ลองจินตนาการถึงผลลัพธ์ขององค์กรที่ 1 ใน 3 ของทีมกำลัง "ออมแรง" เพราะไม่ชอบหัวหน้า ไม่ใช่เพราะงาน แต่เพราะความแตกต่างทางความคิด นี่คือปัญหาที่อาจจะไม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ค่อยๆ ทำลายประสิทธิภาพองค์กรอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของมนุษย์!
พนักงานจะไม่ทุ่มเทหากหัวหนัามีความต่างในความคิด แต่พวกเขามองว่า "ธุรกิจ" คือสถาบันเดียวที่มีทั้งความซื่อสัตย์และความสามารถในเวลาเดียวกัน สรุปรวมคือ ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในโลกปัจจุบัน
มากกว่ารัฐบาล มากกว่าสื่อ และมากกว่า NGO
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้มาจากขนาดหรืออำนาจขององค์กร แต่มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน พนักงานเห็นว่าบริษัทของตนทำอะไร ดูแลพวกเขาอย่างไร และรับมือกับความท้าทายอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่านโยบายระดับชาติ หากสถานที่ทำงานสามารถสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ให้แก่พนักงานได้
มองกลับมาที่ตัวเลขประเทศไทย!
ข้อมูลของไทยในรายงานฉบับนี้หนักกว่าค่าเฉลี่ยโลกในเกือบทุกมิติ อาทิ
- คนไทย 65% ไม่พร้อมเชื่อใจคนที่มีค่านิยมหรือวัฒนธรรมต่างจากตน
- พนักงานไทย 59% พร้อมย้ายแผนกหากหัวหน้ามีมุมมองต่างกัน
- พนักงานไทย 48% จะทุ่มเทในการทำงานน้อยลงหากหัวหน้ามีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่าง
ทั้งสามตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ และช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่าง "คนรายได้สูง" กับ "คนรายได้ต่ำ" ของไทยอยู่ที่ 20 คะแนน ติด Top 7 ของโลก!


