posttoday

“หม่าล่า” ฟีเวอร์ไม่แผ่ว บุกทั่วเมือง กินยังไงไม่ให้ทำลายสุขภาพ

20 เมษายน 2569

2-3 ปีมานี้ กระแส “หมาล่า” ฟีเวอร์ไม่แผ่ว จากการขยายตัวของธุรกิจร้านหมาล่าหลากหลายรูปแบบ ทั้งรายเล็กรายใหญ่ อาจารย์คณะวิทย์ จุฬาฯ เปิดเบื้องหลังที่มาความชาลิ้น และชี้ข้อควรระวัง

แม้ว่า “หม่าล่า” จะเข้ามาในประเทศไทยมานานหลายปีแล้ว แต่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา กระแสกลับยิ่งแรงขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากการขยายตัวของร้านหมาล่าหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหมาล่าสายพาน บุฟเฟต์ หมาล่าเสียบไม้ หรือแม้แต่ร้านชาบูสุกี้ก็ยังเพิ่มน้ำซุปหมาล่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลัก ทำให้เมนูนี้แทบจะพบได้ในทุกมุมเมือง ทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่

 

ด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวและเอกลักษณ์ความ “ชาลิ้น” หมาล่าจึงกลายเป็นเมนูยอดฮิตที่ครองใจคนไทยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังรสชาติที่ชวนให้ติดใจนี้ ยังมีที่มาและเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์อาหารที่น่าสนใจซ่อนอยู่ไม่น้อย

“หม่าล่า” ฟีเวอร์ไม่แผ่ว บุกทั่วเมือง กินยังไงไม่ให้ทำลายสุขภาพ

 

ทำความรู้จักกับ “หมาล่า” รสชาติเผ็ดชา เอกลักษณ์จากเสฉวน

 

รศ.ดร.ขนิษฐา ธนานุวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คำว่า “หม่าล่า” เป็นการผสมผสานของคำสองคำในภาษาจีน คือ “หม่า” (má) หมายถึง อาการชา และ “ล่า” (là) หมายถึง รสเผ็ด เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึงรสชาติ ที่ทั้งเผ็ดและชาในคำเดียว

 

จุดต้นกำเนิดของหมาล่านี้มาจาก มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวจัดและชื้นในฤดูหนาว การรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรสนิยม แต่เป็นภูมิปัญญาใน การกระตุ้นการเผาผลาญ และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

 

"เมนูอาหารคาวของเสฉวนมักมีความเผ็ดร้อนหรือเผ็ดชาตามหลักการที่ว่า 'เผ็ดแต่ไม่ถึงตาย เผ็ดแต่ปากไม่แห้ง' (là ér bù sǐ  là ér bú zào) ซึ่งหมายถึงความเผ็ดในระดับที่ร่างกายทนทานได้ ไม่ทำให้แสบร้อนหรือทรมานจนเกินไปหลังรับประทาน" 

 

ส่วนผสมและเครื่องเทศในหมาล่า มีอะไรบ้าง?

 

รศ.ดร.ขนิษฐา เล่าว่า หมาล่า เป็นเครื่องเทศที่มีเอกลักษณ์มาจากอาหารจีนเสฉวน โดย ส่วนประกอบหลักประกอบไปด้วย 

  • พริก ซึ่งเป็นพืชสกุล Capsicum ที่ให้ความเผ็ดร้อน
  • พริกเสฉวน (huājiāo / Sichuan peppers ซึ่งเป็นพืชสกุล Zanthoxylum) ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและให้ความรู้สึกชาบนลิ้น
  • เครื่องเทศสมุนไพร อาทิ โป๊ยกั๊ก ยี่หร่า และขิง ซึ่งช่วยเสริมกลิ่นรสโดยรวมให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

 

ด้วยองค์ประกอบที่หลากหลายนี้เอง ทำให้หมาล่าถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูได้สารพัดรูปแบบ ตั้งแต่ปิ้งย่าง ผัด ไปจนถึงหม้อไฟที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก

“หม่าล่า” ฟีเวอร์ไม่แผ่ว บุกทั่วเมือง กินยังไงไม่ให้ทำลายสุขภาพ

ไขปริศนาวิทยาศาสตร์ ทำไมกินหมาล่าแล้วลิ้น “ชา”

 

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมความเผ็ดของหมาล่าถึงต่างจากพริกขี้หนูของไทยที่เน้นความแสบร้อน รศ.ดร.ขนิษฐา อธิบายว่านั่นเป็นเพราะสารสำคัญที่ชื่อว่า แซนชูล (sanshools) 

 

"ความรู้สึกชามาจาก “แซนชูล” ซึ่งเป็นสารในกลุ่มอัลคิลเอไมด์ สารกลุ่มแซนชูลชนิดที่สำคัญได้แก่ ไฮดรอกซิล-อัลฟ่า- แซนชูล (hydroxyl-α-sanshool) ซึ่งพบในพริกเสฉวน สารกลุ่มแซนชูลนี้จะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด แสบร้อนและระคายเคืองในช่องปาก ทำให้รู้สึกเผ็ดชา แตกต่างจากความเผ็ดร้อนของแคปไซซินในพริกขี้หนูไทย"

 

ซึ่งความโดดเด่นนี้ทำให้หมาล่าเข้าถึงคนได้กว้างขึ้น แม้แต่ผู้ที่ทานเผ็ดจัดไม่ได้ ก็ยังสามารถสนุกไปกับความเผ็ดชาที่มีมิติของกลิ่นหอมสมุนไพรจีนได้ จึงกลายเป็นเมนูยอดฮิตในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากประเทศจีนและประเทศไทยอีกด้วย

“หม่าล่า” ฟีเวอร์ไม่แผ่ว บุกทั่วเมือง กินยังไงไม่ให้ทำลายสุขภาพ

 

เหรียญสองด้านของหมาล่า กินอย่างไรไม่เสี่ยงต่อสุขภาพ

 

รศ.ดร.ขนิษฐา ให้มุมมองที่สมจริงในฐานะนักเทคโนโลยีทางอาหารว่า โดยภาพรวม การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของหมาล่า จะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและความอร่อย รวมถึงจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ แต่ปริมาณสารสำคัญที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ในอาหารนั้นอาจยังไม่สูงพอที่จะส่งผลชัดเจนในเชิงรูปธรรม

 

ในขณะเดียวกันสิ่งที่ควรตระหนักคือ "ความเสี่ยงแฝง" จากกรรมวิธีการปรุง เนื่องจากเมนูหมาล่ามักมีปริมาณโซเดียมสูงจากการเติมเกลือเพื่อเสริมความเข้มข้นของรสชาติ และมีไขมันสูงจากน้ำมันที่เติมเพื่อสกัดสารให้กลิ่นรส การบริโภคโซเดียมในปริมาณที่เกินความจำเป็น (มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) เป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต ส่วนการบริโภคอาหารไขมันสูงเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันในเลือดสูงได้

 

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร หรือโรคลำไส้อักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหมาล่าในปริมาณมาก เนื่องจากอาจทำให้เกิดความระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร ปวดท้องและเสียดท้องได้

 

ดังนั้น เพื่อให้การรับประทานหมาล่าเป็นไปอย่างเหมาะสมต่อสุขภาพ รศ.ดร.ขนิษฐา ชี้แนะว่า ไม่ควรรับประทานเป็นประจำทุกวัน ควรหมุนเวียนไปทานเมนูอื่นบ้าง เพื่อลดการสะสมของโซเดียมและไขมันในร่างกาย

 

หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำซุปหมาล่าโดยตรง หากทานหม้อไฟ ควรใช้น้ำซุปหมาล่าเพียงแค่ลวกเนื้อสัตว์และผักเท่านั้น เพราะน้ำซุปหมาล่ามีเครื่องเทศที่เข้มข้น รวมถึงมีเกลือและน้ำมันในปริมาณที่สูงมาก หากบริโภคโดยตรงอาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารได้

 

ดังนั้น การรับประทานหมาล่าให้เหมาะสม ควรเน้น “ความพอดี” และเลือกบริโภคอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ยังคงได้ทั้งความอร่อยและไม่กระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

Facebook เล็งผุดฟีเจอร์สแกนคลังภาพในมือถือ ช่วยผู้ใช้คัดรูปเด็ดเรียกยอด Like