จีนเดินหน้าใช้หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ! เปิดศูนย์ฝึกแห่งแรกของประเทศที่ชิงเต่า
จีนเปิดศูนย์ฝึกและทดสอบหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศที่เมืองชิงเต่า มุ่งรับมือสังคมสูงวัยระดับวิกฤต
สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังเผชิญกับวิกฤตโครงสร้างประชากรที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2568 ประเทศจีนมีประชากรสูงอายุเกิน 320 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรด้านการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อัตราการเกิดและกำลังแรงงานภาคบริการดูแลยังคงไม่เพียงพอต่อการรองรับ ปัญหาดังกล่าว
จากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจีนจึงหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ให้เป็นหนึ่งในกลไกเชิงนโยบายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานดูแลในระยะยาว
เมื่อเดือนมกราคม 2569 กระทรวงกิจการพลเรือนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกแนวนโยบายเรียกร้องให้มีการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันความพิการ การชะลอวัย การดูแลประจำวัน และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยกำหนดให้มีการนำหุ่นยนต์นี้ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุในการรับประทานอาหาร การเคลื่อนที่ การป้อนอาหาร การแต่งกาย การดูแลสุขอนามัย และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน เป็นต้น
การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบหุ่นยนต์แห่งแรกของจีน
เวลาเพียงแค่ 1 เดือน หลังนโยบายดังกล่าว ในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 จีนได้เปิดศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบหุ่นยนต์เพื่อการดูแลผู้สูงอายุแห่งเมืองชิงเต่า (Qingdao Training Center for Elderly Care Robots) มณฑลซานตง โดยมีพันธกิจหลักในการพัฒนาทักษะการดูแลผู้สูงอายุในหมู่หุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัจฉริยะ
ทั้งนี้ ทีมผู้ฝึกสอนมนุษย์จะทำหน้าที่ควบคุมและนำหุ่นยนต์ฝึกซ้อมทักษะยนต์กลไกที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูง ได้แก่ การหยิบจับวัตถุ การทรงสมดุล และการบิดสวิตช์ โดยทุกการเคลื่อนไหวจะถูกบันทึกเพื่อสร้างฐานข้อมูลชุดการเคลื่อนที่ที่มีความแม่นยำ สำหรับนำไปใช้เมื่อหุ่นยนต์ลงไปปฏิบัติงานจริงในบ้านเรือน
ศูนย์แห่งนี้มีพื้นที่ขนาด 9,600 ตารางเมตร และได้กลายเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีบริษัทเทคโนโลยี 45 แห่ง อาทิ Haier, Hisense และ Agibot เข้าร่วมนำผลิตภัณฑ์รวม 210 รายการเข้ารับการฝึกทดสอบใน 10 หมวดหมู่ อันประกอบด้วย การส่งยา การดูแลด้านอารมณ์และจิตใจ และการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม สถานที่แห่งนี้ออกแบบมาเพื่อสร้างวงจรปิดที่เชื่อมโยงกระบวนการฝึก การทดสอบ การแบ่งปันข้อมูล การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด
ผลการทดลองในสถานดูแลผู้สูงอายุจริงเผยให้เห็นข้อจำกัดที่สำคัญ เช่น ผู้สูงอายุรายหนึ่งกล่าวเป็นภาษาถิ่นว่าต้องการนอนเอนหลัง เตียงอัจฉริยะไม่สามารถประมวลผลคำสั่งดังกล่าวได้ เนื่องจากระบบเข้าใจเพียงคำสั่งมาตรฐาน ทีมวิศวกรบันทึกข้อมูลดังกล่าวและป้อนกลับเข้าระบบ จากนั้นผู้ผลิตได้เร่งดำเนินการร่วมกับบริษัทด้าน Large Language Model เพื่อพัฒนาการประมวลผลความเข้าใจภาษาธรรมชาติใหม่ทั้งหมด ซึ่งสำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่ากระบวนการดังกล่าวนี้เป็นรูปแบบการพัฒนาร่วมกับผู้ใช้งานปลายทางที่หาได้ยากในวงการหุ่นยนต์
เพราะว่าหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุต้องรับมือกับความไม่แน่นอนของตามวัย ทั้งการพูดไม่ชัดที่อาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การล้มโดยไม่คาดคิด และความเปราะบางทางอารมณ์ เป็นต้น
ขยายผลสู่ชุมชน สถานีหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุในกรุงปักกิ่ง
ควบคู่กับการพัฒนาที่ชิงเต่า กรุงปักกิ่งได้ดำเนินการขยายผลเข้าสู่ชุมชนในเวลาใกล้เคียงกัน สถานีดูแลผู้สูงอายุอัจฉริยะแห่งแรกได้เปิดให้บริการแก่สาธารณชนในเดือนมีนาคม 2569 ภายในศูนย์ชุมชนพื้นที่ 1,100 ตารางเมตร ซึ่งผสานรูปแบบโชว์รูมเทคโนโลยีเข้ากับพื้นที่ให้บริการผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้สูงอายุสามารถทดลองใช้เก้าอี้เข็นอัจฉริยะและหุ่นยนต์เพื่อนคู่ใจในห้องสาธิตบ้านอัจฉริยะขนาด 60 ตารางเมตร
ทั้งนี้ สำนักข่าวท้องถิ่นจีนรายงานว่า แม้ทิศทางนโยบายจะชัดเจน แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยังคงตั้งคำถามต่อความพร้อมในการนำไปใช้จริง เนื่องจากหุ่นยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัดในการรับมือกับสำเนียงภาษาถิ่น เสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกอบกับต้นทุนของหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุที่มีสมรรถนะสูงในปัจจุบันยังสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ดูแลมนุษย์ โดยคาดการณ์ว่าในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า .


