posttoday

ภาคเหนือจมฝุ่น! วิกฤต PM 2.5 พุ่งกว่า 10 จังหวัด สอดรับจุดความร้อนพุ่งกว่าหมื่นจุด

30 มีนาคม 2569

เมื่อ 4,327 จุดความร้อนเกิดขึ้นในไทย ยังไม่นับควันข้ามพรมแดนรวมกว่าหมื่นจุด! สร้างวิกฤต PM 2.5 ให้แก่ภาคเหนือครอบคลุม 10 จังหวัด

KEY

POINTS

  • ภาคเหนือเผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง โดยมีพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานกว่า 10 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ
  • สถานการณ์สอดคล้องกับจุดความร้อน (Hotspot) ที่ตรวจพบรวมกันกว่า 16,000 จุด ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาว
  • สาเหตุหลักของจุดความร้อนในไทยกว่า 91% มาจากการเผาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่นในประเทศ

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบบติดตามดาวเทียม VIIRS บนดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ของ GISTDA บันทึกจุดความร้อน (Hotspot) ในประเทศไทยสูงถึง 4,327 จุด ยังไม่นับรวมกับประเทศเพื่อนบ้านที่รวมๆ แล้วทะลุหมื่นจุด! ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ไฟป่าและการเผาซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของฝุ่นละออง PM 2.5 ที่กำลังปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในขณะนี้

ในเวลาเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขโดย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่ามีพื้นที่ค่าฝุ่นสูงสุดถึง 10 จังหวัด ซึ่ง 9 ใน 10 จังหวัดอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา ลำพูน เชียงราย น่าน ชุมพร ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน และนครพนม และได้ยกระดับมาตรการรับมือเร่งด่วนใน 4 ด้านหลัก

 

ไทยเจอต้นตอของวิกฤตฝุ่น

 

จากข้อมูล GISTDA จุดความร้อน 4,327 จุดในไทยกระจุกตัวหนักที่สุดใน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถึง 2,430 จุด (56.2%) ตามด้วยป่าสงวนแห่งชาติ 1,528 จุด (35.3%) ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็นกว่าร้อยละ 91 ของจุดความร้อนทั้งหมด สะท้อนว่าการเผาในพื้นที่ป่าคือปัญหาหลัก ไม่ใช่การเผาในพื้นที่เกษตร (125 จุด) หรือชุมชน (102 จุด) ที่มักถูกโยงว่าเป็นตัวการ

แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือแรงกดดันจากนอกพรมแดน ข้อมูลวันเดียวกันระบุว่าประเทศเพื่อนบ้านมีจุดความร้อนสูงกว่าไทยหลายเท่าตัว ได้แก่

  • เมียนมา 6,863 จุด
  • ลาว 3,046 จุด
  • กัมพูชา 1,010 จุด
  • เวียดนาม 802 จุด
  • มาเลเซีย 37 จุด

 

รวมแล้วจุดความร้อนในวันที่ 29 มีนาคมพุ่งไปกว่า 16,085 จุด! 

 

โดยเมียนมาเพียงประเทศเดียวมีจุดความร้อนมากกว่าไทย 1.6 เท่า หากรวมลาวและกัมพูชาเข้าด้วยกัน จุดความร้อนจากสามประเทศนี้มีมากถึง 10,919 จุด หรือมากกว่าจุดความร้อนในไทยถึง 2.5 เท่า ซึ่งหมายความว่าควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ไหลเข้ามาตามกระแสลมเป็นปัจจัยที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

 

ภาพจาก GISTDA

 

รับมือได้แค่ไหน? เมื่อตัวเลขบอกอีกเรื่อง

 

ทั้งนี้ มาตรการรับมือจากทางภาครัฐ ในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวที่รวบรวมมาได้ ดังนี้

 

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  จากสถิติที่พบว่า 91% ของจุดความร้อนเกิดในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 

ดำเนิน มาตรการ "ปิดป่า"  สั่งการให้กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ปิดพื้นที่ป่าเสี่ยงภัย 100% ห้ามบุคคลภายนอกเข้าโดยเด็ดขาดเพื่อลดการจุดไฟ

หน่วยเสือไฟ  ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าเคลื่อนที่เร็วเข้าตรึงกำลังในจุด Hotspot สำคัญ โดยเฉพาะใน จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน ที่สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันยากแก่การเข้าถึง

อีกทั้ง ครม. เพิ่งเห็นชอบมาตรการยกระดับที่เน้น "การชิงเก็บลดเผา" และการตั้งจุดตรวจสกัดคนเข้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 100% ในจังหวัดที่มีจุดความร้อนสะสมสูง 

 

กระทรวงมหาดไทย

ปฏิบัติการทางอากาศ (24-30 มี.ค.)  ปภ. ส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ขึ้นปฏิบัติการโปรยน้ำดับไฟป่าในพื้นที่ อ.สันทราย และ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยทิ้งน้ำไปแล้วกว่า 30,000 ลิตร เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ลุกลามเข้าใกล้ชุมชน

ประกาศเขตภัยพิบัติ  หลายจังหวัดเริ่มพิจารณาประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อเปิดทางให้มีการใช้งบประมาณฉุกเฉินในการจัดหาหน้ากากและเครื่องฟอกอากาศให้ประชาชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่วิกฤตบังคับใช้กฎหมาย "ห้ามเผาเด็ดขาด" อย่างเคร่งครัดจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม และขยายผลไปถึงช่วงเดือนเมษายนตามความเหมาะสมของพื้นที่

 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

โครงการเกษตรปลอดการเผา  มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 250 ล้านบาท ในปี 2569 เพื่อส่งเสริมการไถกลบตอซังทดแทนการเผา โดยตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรลง 15%

มาตรการอ้อยสด  เข้มงวดกับโรงงานน้ำตาลในการรับอ้อยไฟไหม้ไม่เกิน 10% ของผลผลิตทั้งหมด เพื่อลดแรงจูงใจในการเผาก่อนเก็บเกี่ยว

มีการสั่งเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อทำ "ฝนบรรเทาฝุ่น" และใช้เทคนิคเจาะชั้นบรรยากาศผกผัน (Inversion Layer) เพื่อให้ฝุ่นที่ถูกกดทับอยู่ข้างล่างสามารถลอยตัวขึ้นไปได้

 

กระทรวงการต่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ "ฟ้าใส" พยายามใช้กรอบความร่วมมืออาเซียนในการส่งหนังสือประท้วงและขอความร่วมมือ (Diplomatic Note) ไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอให้ควบคุมการเผา

 

กระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมากล่าวถึงผลกระทบแล้วว่ากระทบไปยังประชาชนคนไทยครอบคลุมกว่า 10 จังหวัด โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกแล้วกว่า 942,952 คน รายละเอียดพบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 754,440 คน (79.9%) เด็กเล็ก 80,920 คน (8.6%) และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ 72,340 คน (7.7%) โดยจังหวัดที่มีการดำเนินงานดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี พบว่าตัวเลขหน้ากากอนามัยและ N95 ที่แจกจ่ายได้จริงมีเพียง 31,757 ชิ้น  หากเทียบกับกลุ่มเปราะบางที่ต้องดูแล 942,952 คน คิดเป็นสัดส่วนแค่ 3.4 ชิ้นต่อ 100 คน

ห้องปลอดฝุ่น (Clean Room) ในสถานพยาบาลมีผู้เข้าใช้เพียง 2,490 คนใน 10 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดคือ นครพนม (889 คน), แพร่ (687 คน) และ พะเยา (500 คน) 

กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า แม้จะยังไม่มีรายงานผู้ป่วยฉุกเฉินจาก PM 2.5 อย่างเป็นทางการ และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

 

....

ข่าวล่าสุด

เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน