"กาแฟไม่ได้ก่อมะเร็ง" นักวิจัยเชียงใหม่แจง งานวิจัยถูกนำไปตีความผิดบนสื่อโซเชียล
โพสต์แชร์กว่า 2,300 ครั้งอ้างกาแฟไทยปนเปื้อนสารมะเร็ง นักวิจัยแจงตัวอย่างถูกคัดสรรเพื่อทดลองเครื่องมือลดสารพิษโดยเฉพาะ ไม่ใช่การสำรวจตลาด
โพสต์ไวรัลบนโซเชียลมีเดียอ้างอิงงานวิจัยชื่อ "Postharvest treatment to control mycotoxin in coffee bean using radio frequency" ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตีพิมพ์ในปี 2568 โดยระบุว่า เมล็ดกาแฟจากภาคเหนือ ภาคใต้ไทย และลาว ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง และตั้งคำถามว่า "น่าจะเป็นคำตอบสำหรับคนที่เป็นมะเร็งแล้วดื่มกาแฟทุกวัน" โพสต์ดังกล่าวแพร่กระจายเข้าสู่กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งและถูกแชร์ต่อกว่า 2,300 ครั้งในเวลาอันสั้น
โพสต์ทูเดย์ ได้ติดต่อสัมภาษณ์ Akarapisan, A. หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย ซึ่งชี้แจงว่าการตีความดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากเจตนาของงานวิจัย
ตัวอย่างถูกคัดสรรมาให้มีเชื้อ เนื่องจากไม่ใช่การสำรวจตลาด
ประเด็นสำคัญที่สุดที่นักวิจัยชี้แจง คือ จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้ ไม่ใช่ การสำรวจว่ากาแฟที่วางขายในท้องตลาดของไทยมีสารปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด แต่เป็นการ ทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency) ในการลดปริมาณสารพิษจากเชื้อรา เพราะเป็นเครื่องมือที่เดิมใช้กำจัดมอดและไข่มอดในข้าว
"ตัวอย่างที่นำมาใช้ในการทดลอง เราคัดสรรมาโดยเจตนาให้มีเชื้อราปนเปื้อนอยู่แล้ว เพื่อดูว่าเครื่องมือสามารถลดสารพิษได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างกาแฟจากตลาดเพื่อบอกว่ากาแฟไทยเป็นอย่างไร" ผู้วิจัยกล่าว
นอกจากนี้ ตัวเลขสารโอคราทอกซิน เอ (OTA) ที่พบสูงสุดถึง 46.40 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานสหภาพยุโรปสำหรับกาแฟคั่ว (3.0 ไมโครกรัม/กิโลกรัม) กว่า 15 เท่า อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยอธิบายว่า ตัวเลขดังกล่าวมาจากตัวอย่างที่จงใจเก็บจากแหล่งผลิตที่ "ไม่ดี" เพื่อให้มีปริมาณสารพิษเพียงพอต่อการทดสอบ เปรียบเหมือนการหยิบผลไม้ที่เน่าแล้วมาทดสอบยาฆ่าเชื้อ ซึ่งไม่ได้บอกว่าผลไม้ในตลาดทั้งหมดเน่า
"เพราะฉะนั้น ตัวเลขจึงเป็นการพบเชื้อรา 100% เพราะต้องทดสอบกับตัวอย่างที่มีเชื้อราจริงๆ กับกาแฟแต่ละพื้นที่ ต่างชนิด ในทุกขั้นตอนการทำกาแฟเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพการลดเชื้อรา"
กาแฟมาตรฐานแทบไม่พบสารพิษ ปัญหาอยู่ที่ "ความชื้น" และ "กระบวนการผลิต"
ผู้วิจัยระบุว่า การวิจัยครั้งนี้มีการเก็บตัวอย่างงานวิจัยมากว่าร้อยรายการ และส่วนใหญ่เป็นกาแฟที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่มีอยู่ราว 10 รายการที่พบเชื้อราดังกล่าว
โดยเชื้อราที่ผลิตสารพิษจะเจริญเติบโตได้เฉพาะในสภาพที่มีความชื้นสูงเท่านั้น บริษัทผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่ควบคุมความชื้นและกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ เมื่อนำผลิตภัณฑ์มาตรวจก็แทบจะไม่พบสารพิษเลย ปัญหาจึงมักเกิดกับกาแฟที่ผ่านการผลิตแบบไม่ได้มาตรฐาน เช่น ตากไม่แห้งสนิท เก็บในภาชนะที่มีความชื้น หรือใช้เมล็ดที่ร่วงหล่นปะปนกับเมล็ดที่ดีมาด้วย รวมไปถึงความเชื่อแบบผิดๆ เช่น บางคนนำเมล็ดกาแฟเก็บในทุกพลาสติก หมักบ่มเป็นเวลานาน เป็นต้น
ข้อค้นพบสำคัญอีกประการหนึ่งในงานวิจัยที่ถูกพูดถึงในโพสต์โซเชียล คือเรื่องของ อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) หรือสารพิษที่เป็นตัวก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นสารพิษจากเชื้อราอีกกลุ่มหนึ่งที่พบในตัวอย่างทุกชิ้นของงานวิจัย ทั้งอะฟลาทอกซิน บี1 และอะฟลาทอกซินรวม โดยมีระดับอยู่ระหว่าง 18.73–50.44 และ 10.18–31.75 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ
ผู้วิจัยอธิบายว่า สาเหตุที่งานวิจัยมีการเน้นย้ำถึง "อะฟลาทอกซิน" เนื่องจากเวลาที่ตรวจสารพิษในกาแฟที่ไม่มีมาตรฐาน คนส่วนใหญ่รู้จักแต่สารโอคราทอกซิน เอ ซึ่งพบได้ยากกว่า แต่ในความเป็นจริง อะฟลาทอกซินเป็นสารที่พบได้ในพืชแห้งหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกแห้ง ถั่วลิสง ลูกเกด หรือแม้แต่ไวน์ในต่างประเทศ และมีผลกระทบต่อตับโดยตรง ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐานอะฟลาทอกซินในกาแฟสำเร็จรูปไว้ที่ไม่เกิน 20 ppb (ไมโครกรัม/กิโลกรัม)
"จุดสำคัญที่อยากให้รู้คือ สำหรับผู้ประกอบการอย่าดูแค่โอคราทอกซินแล้วคิดว่าปลอดภัย ต้องดูอะฟลาทอกซินด้วย งานวิจัยนี้พยายามชี้ให้เห็นว่าของที่ผลิตไม่ดีมันมีสารพิษมากกว่าหนึ่งตัว"
ทั้งนี้ ผู้วิจัยสรุปว่า ผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟจากแบรนด์ที่ได้มาตรฐานไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านั้นต้องผ่านการตรวจสอบตามค่ามาตรฐานก่อนวางจำหน่ายอยู่แล้ว สิ่งที่ควรระวังคือกาแฟที่ผ่านการผลิตแบบไม่ได้มาตรฐาน มีกลิ่นผิดปกติ หรือเก็บรักษาในสภาพแวดล้อมที่ชื้นมาก จึงขอชี้แจงว่า งานวิจัยชิ้นดังกล่าวเป็นไปเพื่อศึกษาการกำจัดเชื้อรา ซึ่งทั้งวันมีผู้ประกอบการที่ได้อ่านโพสต์แล้วตกใจอีเมลสอบถามตนเป็นจำนวนมาก.
งานวิจัย
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/IJAT/article/view/5744/456


