posttoday

กางโรดแมป! ดัน 5 AI เครื่องมือแพทย์สัญชาติไทย ขึ้นทะเบียน อย. ชิงเค้ก 9 หมื่นล้าน!

24 มีนาคม 2569

รายงานพิเศษ เมื่อ 5 หน่วยงานรัฐลงนาม MOU ดัน AI ทางการแพทย์ฝีมือคนไทย ภายใต้มาตรฐานสากลเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าที่เคยจ่ายกว่า 9 หมื่นล้านบาททุกปี

KEY

POINTS

  • ไทยนำเข้าเครื่องมือแพทย์ปีละ 90,000 ล้านบาท 5 หน่วยงานรัฐจึงจับมือสร้างเส้นทางให้ AI ฝีมือไทยผ่านมาตรฐานสากลและขึ้นทะเบียน อย. ได้จริงเป็นครั้งแรก
  • ไม่ใช่แค่กฎใหม่ แต่คือ อีโคซิสเต็มใหม่  ตั้งแต่ทุนวิจัย ห้องทดสอบมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ไปจนถึง อย. ที่พร้อมเข้ามาตั้งแต่ขั้นไอเดีย ไม่รอให้วิจัยเสร็จแล้วค่อยมาเคาะประตู
  • นำร่องด้วย 5 ผลิตภัณฑ์ AI ฝีมือสตาร์ทอัพไทย ครอบคลุมตั้งแต่มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม เบาหวานขึ้นจอตา ไปจนถึงกระดูกสะโพก ทั้งหมดผ่านการทดสอบแล้ว และกำลังเดินหน้าขอขึ้นทะเบียนต่อไป

ประเทศไทยรุกเต็มขั้น! ในการผลักดัน AI ทางการแพทย์ฝีมือคนไทยในระดับสากล ...  เมื่อ 5 หน่วยงานหลักของรัฐร่วมลงนาม MOU พร้อมเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ AI ฝีมือสตาร์ทอัพไทย 5 รายการที่ผ่านกระบวนการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 แล้ว

แม้ว่าไทยจะมีกรอบกำกับเครื่องมือแพทย์ที่เป็น AI มาก่อนหน้านี้ และมีผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศขึ้นทะเบียนกับ อย. แล้วหลายรายการ แต่ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้บนเวทีเดียวกัน ท่ามกลางภาระนำเข้าเครื่องมือแพทย์ของไทยที่สูงถึงปีละ 90,000 ล้านบาท

 

หากพูดถึงศักยภาพและการเติบโตของตลาด AI ด้านการแพทย์ทั่วโลกนั้น มีกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 36,670 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ไปสู่ 505,590 ล้านดอลลาร์ในปี 2576 ขณะเดียวกันประเทศไทยยังเผชิญความเหลื่อมล้ำด้านบุคลากรการแพทย์อย่างชัดเจน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราแพทย์ต่อประชากรสูงถึง 1:2,497 คน และภาคใต้อยู่ที่ 1:1,831 คน ขณะที่แพทย์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการจัดการ

นอกจากนี้ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ยังพบว่า ยังมีประชาชนคนไทยที่เข้าไม่ถึงการบริการ (อาจจะด้วยระยะทาง การรอที่ต้องใช้เวลานาน) ถึงร้อยละ 27 

 

AI ทางการแพทย์จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพให้กับผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลและผู้ที่รอคิวตรวจนาน

 

 

AISaMD ก้าวสำคัญของประเทศไทย ผลักดัน AI ทางการแพทย์ฝีมือคนไทย

 

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผ่านเนคเทค ได้ร่วมกับ อย. สทนว. และรังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (รสท.) จัดงาน AISaMD Demo Day ภายใต้หัวข้อ "The First Step: ผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ไทย มุ่งสู่มาตรฐานในระดับสากล"

หัวใจของงานคือการลงนาม MOU 2 ฉบับสำคัญ ฉบับแรกเป็นความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาการประเมิน ตรวจสอบ และทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์รวมถึงซอฟต์แวร์และ AI ระหว่าง สทนว. สวทช. และ อย. ฉบับที่สองเป็นความร่วมมือพัฒนาหลักเกณฑ์และบริการทดสอบผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล ระหว่างเนคเทค สวทช. และ รสท.

 

พิธีลงนามความร่วมมือที่ผ่านมา

 

 

ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว ยังเป็นครั้งแรกที่ได้มีการสื่อสารให้สาธารณะเข้าใจถึงความคืบหน้าของฝั่งรัฐฯ ต่อการ "กำกับ" และ "พัฒนา" ศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ที่อยากจะพัฒนา AI ทางการแพทย์อีกด้วย

 

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. อธิบายว่า AI เครื่องมือแพทย์มีความซับซ้อนแตกต่างจากซอฟต์แวร์ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะ AI เรียนรู้จากข้อมูลและมีความคืบหน้าตลอดเวลา ทำให้มาตรฐานการกำกับต้องครอบคลุมมิติพิเศษที่เครื่องมือแพทย์ปกติไม่มี อาทิ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) การรักษาข้อมูลผู้ป่วยตาม PDPA ความแม่นยำในการแปลผล และวิธีการนำเข้าข้อมูลภาพถ่ายเข้าสู่ระบบอย่างมีมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม อย. ยังยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ต่างประเทศที่ขอขึ้นทะเบียนในไทยก็ต้องผ่านมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะในด้านข้อมูลที่ใช้ฝึก AI โดยหากข้อมูลมาจากประชากรที่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับคนไทย ก็อาจใช้ได้ แต่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป

 

"อย. พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งเคียงข้างกับทุกท่านตั้งแต่ต้น พร้อมที่จะเป็น Supporter, Facilitator และ Initiator ให้กับทุกท่าน เราพร้อมที่จะส่งเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำกับท่านตั้งแต่เริ่มวิจัย หรือตั้งแต่มีแนวความคิดที่จะประดิษฐ์"

 

 

นอกจากนี้ อย. ยังได้นำมาตรฐานของ FDA สหรัฐฯ มาปรับใช้เป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตในประเทศ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. มีมาตรฐานทัดเทียมในระดับสากล!

 

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย.

 

 

เกณฑ์ขึ้นทะเบียน เครื่องมือ AI ทางการแพทย์ ความแตกต่างที่ต้องทำความเข้าใจ

 

 

ความร่วมมือกันครั้งนี้ จะเป็นความร่วมมือโดยการใช้ความสามารถของเนคเทค สวทช. มาช่วยประเมินประสิทธิภาพด้าน AI ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เฉพาะ  ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เปิดเผยรายละเอียดกับ โพสต์ทูเดย์ ต่อประเด็นดังกล่าว โดยการตรวจสอบนั้นจะครอบคลุม 9 เรื่องสำคัญ ก่อนขึ้นทะเบียน อย. โดยสามารถจัดกลุ่มเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่

 

หมวดที่ 1 สมรรถนะ

วัดความแม่นยำของ AI เทียบกับมาตรฐานทางคลินิก (Gold Standard) โดยเฉพาะค่า False Positive (แจ้งผิดว่าป่วยทั้งที่ไม่ป่วย) และ False Negative (มองข้ามความผิดปกติ) ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ Dataset ที่นำมาทดสอบต้องมีความสมดุล ครอบคลุม และไม่ Bias เพื่อให้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือ

 

หมวดที่ 2 ข้อมูลและความเป็นส่วนตัว (Data & Privacy)

ครอบคลุมมาตรฐานข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), การรักษาข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงวิธีการนำเข้าภาพถ่ายและผลการตรวจเข้าสู่ระบบอย่างเป็นมาตรฐาน พร้อมหลักเกณฑ์การจัดการข้อมูลหลังนำ AI ออกใช้งานจริง (Data Governance)

 

หมวดที่ 3 ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ตรวจสอบว่าเครือข่ายและอุปกรณ์ที่ AI ทำงานอยู่สามารถถูกแฮ็กได้หรือไม่ มีการเข้ารหัส VPN มีระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง และมีการล็อคความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้

 

ทั้งนี้  ดร.ชัย ชี้ว่ากระบวนการวิจัยและพัฒนา AI ทางการแพทย์ 1 ตัวใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3–5 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการทดสอบทดลองทางเทคนิคและทางคลินิก (Clinical Trial) อีกประมาณ 2–3 ปีก่อนจะสามารถขึ้นทะเบียนกับ อย. ได้ อย่างไรก็ตาม โครงการ AISaMD ที่เนคเทคจัดทำ AISaMD Template เปรียบเสมือน "คัมภีร์" ช่วยผู้ประกอบการลดระยะเวลาเตรียมเอกสารทางเทคนิคได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

 

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช.

 

 

สำหรับ ประเด็นจริยธรรม AI ทางการแพทย์ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในงานเช่นกัน ดร.ชัย ชี้ว่า ไทยยึดหลักจริยธรรม AI ตามกรอบ 2 ชุดหลัก ได้แก่ OECD AI Principles (6 ข้อ) และ UNESCO AI Ethics ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน โดยได้นำหลักการของ OECD มาแตกขยายเป็น AI Ethics Guideline ผ่านทาง สตช. และกระทรวงดีอี เพื่อให้แต่ละภาคส่วนนำไปปฏิบัติ

โดยเฉพาะในภาคการแพทย์ที่ได้รับการประเมินว่ามี Regulator เข้มแข็งที่สุด เพราะ อย. มีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านชีววิทยาศาสตร์การแพทย์และ AI คอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์ที่นำ AI ไปใช้ก็ต้องได้รับการอบรมหลักจริยธรรม AI และวิธีการใช้เครื่องมืออย่างถูกต้องด้วย

 

นอกจากนี้ การประเมินของเนคเทคนั้น เนื่องจากเนคเทคได้ดำเนินการสร้าง Medical AI Consortium ร่วมกับโรงพยาบาลกว่า 45 แห่ง เพื่อรวบรวมและสร้างมาตรฐานข้อมูลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับกรมการแพทย์ซึ่งดูแลโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลท้องถิ่นอีกกว่า 30 แห่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีมีแหล่งอ้างอิงจากระดับชุมชนด้วย

วัตถุประสงค์หลักของฐานข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่การเทรน AI แต่สำคัญกว่าคือการนำมาทดสอบว่า AI ที่อ้างว่ามีความแม่นยำระดับสูงนั้น เมื่อเจอข้อมูลจริงจากโรงพยาบาลหลายสิบแห่งทั่วประเทศ ยังทำงานได้ตามที่โฆษณาหรือไม่

 

 

กางโรดแมป! ดัน 5 AI เครื่องมือแพทย์สัญชาติไทย ขึ้นทะเบียน อย. ชิงเค้ก 9 หมื่นล้าน!

 

 

 

5 ผลิตภัณฑ์ AI ฝีมือไทยพร้อมขึ้นทะเบียน

 

ภายในงานยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI เครื่องมือแพทย์ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลจากห้องปฏิบัติการ SQUAT ของเนคเทค และพร้อมก้าวสู่การขึ้นทะเบียน อย. แล้ว 5 รายการ โดยล้วนได้รับทุนสนับสนุนจาก สทนว. และ สวทช. ได้แก่

 

  1. BITNET   คัดกรองความผิดปกติในช่องท้องส่วนบนแบบเรียลไทม์ แยกกลุ่มโรคได้ถึง 14 กลุ่ม
  2. TrueEye Health Screening ประเมินความเสี่ยงจากรูปถ่ายจอประสาทตาผ่านแอปพลิเคชัน โดยมีกลุ่มโรคเป้าหมายคือ เบาหวานขึ้นจอตา, โรคไตเรื้อรัง
  3. AI Hip Fracture Detection  ตรวจจับและระบุตำแหน่งกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์อัตโนมัติ

  4. Liversound  คัดกรองตับด้วยอัลตราซาวด์ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อพบรอยโรคที่มีความเสี่ยงมะเร็ง

  5. Aiceda BreastX  แพลตฟอร์มคลาวด์ประมวลผลภาพจำนวนมาก ออกรายงานผลได้ทันที โดยมุ่งไปที่กลุ่ม โรคมะเร็งเต้านม

 

ทั้ง 5 บริษัท Startup ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ดังกล่าวล้วนอยู่ระหว่างกระบวนการขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. ซึ่งเป็นจุดที่อีโคซิสเต็มใหม่นี้จะเข้ามาลดคอขวดที่สตาร์ทอัพไทยเคยติดขัดมาโดยตลอด

 

หนึ่งในบริษัท Start Up ไทย

 

 

อนาคต AI ทางการแพทย์ เป้าหมายระดับอาเซียน

 

ดร.ชัย ฉายภาพอนาคตว่า ใน 2–3 ปีข้างหน้า โรงพยาบาลที่มีศักยภาพจะนำ AI เข้ามาใช้ในการรักษาอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมตลอดการรักษาของผู้ป่วย ตั้งแต่การซักประวัติที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลประกอบการวินิจฉัย, การอ่านผลภาพเอกซเรย์ ซีทีสแกน อัลตราซาวด์, การบันทึก Nursing Note, ไปจนถึงการสั่งจ่ายยาที่ต้องเป็นไปตามกฎหลายร้อยข้อซึ่ง AI ช่วยลดความผิดพลาดได้

 

ในระยะต่อไป เมื่อข้อมูลภาพถูกนำมาประกอบกับข้อมูลของผู้ป่วยรายบุคคล AI จะสามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างลึกซึ้ง และอาจพัฒนาไปสู่ขีดความสามารถด้านการคาดการณ์โรคและป้องกันโรคได้ในอนาคต

 

สำหรับโรงพยาบาลชุมชน ดร.ชัย มองว่าโมเดลที่เป็นไปได้คือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่พิสูจน์แล้วว่า AI ใช้งานได้จริงจะ Spin-off หรือให้บริการ AI เหล่านั้นแก่โรงพยาบาลชุมชนในราคาที่ถูกลง หรือกระทรวงสาธารณสุขอาจใช้กลไกสิทธิประโยชน์ของ สปสช. จัดสรรให้เป็นสวัสดิการสาธารณสุขได้ด้วย

 

 

 ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.

 

ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. มองภาพที่ใหญ่กว่านั้น โดยได้ประกาศแผน 5 ปีที่จะนำโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนการตรวจสอบ AI ทางการแพทย์อย่างเต็มกำลัง ครอบคลุมทั้งการทดสอบสมรรถนะฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ การยกระดับห้องปฏิบัติการ SQUAT และ PTEC ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ISO/IEC 17025 การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนโดยทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ตามที่ อย. มอบหมาย

 

"ความสำเร็จจากโครงการ AISaMD วันนี้ คือเครื่องพิสูจน์ว่าหากเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ 'Made in Thailand' จะสามารถยืนหยัดและมีความน่าเชื่อถือในเวทีโลก"

 

ข่าวล่าสุด

Terafab โรงงานชิปของอีลอน มัสก์ มุ่งเป็นเจ้าตลาดเซมิคอนดักเตอร์