posttoday

รัฐค้างหนี้ค่ายา 6 หมื่นล้าน! บีบกระแสเงินสด “อุตสาหกรรม” สู้วิกฤตอิหร่าน

18 มีนาคม 2569

"อุตสาหกรรมยา" เรียกร้อง สธ. จ่ายหนี้ค้างชำระ 6 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง สู้การแข่งขันในวิกฤตอิหร่าน-อเมริกา ทั้งนี้ ยืนยันคนไทยมียาใช้ถึง 120 วัน

KEY

POINTS

  • กลุ่มอุตสาหกรรมยาเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เร่งชำระหนี้ค่ายาที่โรงพยาบาลรัฐค้างจ่ายเป็นเวลานาน ซึ่งมียอดรวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยต้องการกระแสเงินสดเพื่อใช้สั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า สำหรับรับมือวิกฤตความมั่นคงทางยาที่อาจเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • แม้ปัจจุบันยังมีสต็อกยาและวัตถุดิบสำรองสำหรับ 120 วัน แต่การขาดสภาพคล่องเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงทางยาของประเทศในระยะยาว
  • วิกฤตครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่ถูกพูดถึงมาหลายรอบแต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง นั่นคือ ประเทศไทยยังไม่มีขีดความสามารถในการผลิตสารตั้งต้นทางยา (API) เองภายในประเทศ

ท่ามกลางกระแสวิตกเรื่องความมั่นคงทางยาที่ปะทุขึ้นจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ภก.สุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาให้ความมั่นใจว่า ขณะนี้ผู้ผลิตยาในประเทศไทยยังสามารถรักษาระดับการผลิตยาได้อย่างต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 120 วัน โดยแบ่งเป็นสต็อกยาสำเร็จรูปประมาณ 60 วัน และวัตถุดิบตั้งต้น (API) ที่แปลงกลับมาเป็นยาได้อีก 60 วัน

นอกจากนี้ ส่วนที่เร่งด่วนคือผู้ผลิตน้ำเกลือในไทยอีกกว่า 4-5 โรงงานอาจได้รับผลกระทบก่อนใคร โดยประเมินว่าสต็อกน้ำเกลืออาจรองรับได้เพียงราว 90 วัน สั้นกว่ายาประเภทอื่น เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องภาชนะบรรจุภัณฑ์ซึ่งต้องใช้เม็ดพลาสติก ที่ไทยไม่สามารถผลิตได้เอง

 

"เรายังมั่นใจว่าสามารถผลิตยา (เม็ด) ภายในประเทศในราคาที่ไม่เกินราคากลาง แม้จะเกิดผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นก็ตาม" ภก.สุรชัยระบุ พร้อมเผยว่า ต้นทุนวัตถุดิบ API ที่นำเข้าจากอินเดียและจีนขณะนี้ได้ถูกปรับขึ้นไปแล้วราว 20% จากภาวะการแย่งซื้อในตลาดโลก 

 

หัวใจของปัญหาไม่ใช่ขาดสภาพคล่อง แต่รัฐค้างจ่ายหนัก

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยาเน้นย้ำอย่างหนักแน่นคือ ปัญหาด้านกระแสเงินสดที่เกิดจากการที่ภาครัฐชำระเงินล่าช้าผิดปกติ โดยระบุว่าปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐยังคงค้างชำระเงินค่ายาให้ผู้ผลิตในประเทศนานกว่า 340 วัน ทั้งที่รอบปกติควรอยู่ที่ราว 90 วัน

 

"รัฐจ่ายเงินให้ผู้ผลิตช้ามากแบบที่ธนาคารรับไม่ได้ บางรายช้ากว่า 340 วัน ขณะที่ยอดรวมที่ค้างอยู่ประเมินคร่าวๆ จากฐานยอดขายผู้ผลิตในประเทศที่ราว 80,000 ล้านบาทต่อปี เดือนหนึ่งก็ตกราว 6,000-7,000 ล้านบาท พอมันค้างกันเกิน 10 เดือน ก็เกิน 6 หมื่นล้านบาทแล้ว" ภก.สุรชัยกล่าว

 

เขาชี้ให้เห็นอีกว่า เงินเหล่านี้ไม่ใช่เงินกู้หรือสินเชื่อ แต่เป็น "เงินของเราที่เราขายของไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับ" และยิ่งนานวันเข้า ยิ่งบีบให้ผู้ผลิตขาดสภาพคล่องในการจองวัตถุดิบล็อตใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินสดล่วงหน้าเพื่อให้ได้โควตาในตลาดโลก ซึ่งในวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีการแข่งขันจองล่วงหน้าสูงมาก

 

 

Factoring ไม่ใช่คำตอบ  ดอกเบี้ยสูง ยิ่งซ้ำเติม

 

ขณะที่มีการพูดถึงแนวคิดนำเสนอมาตรการสินเชื่อหรือ Factoring เป็นทางออกสภาพคล่อง แต่ ภก.สุรชัยปฏิเสธชัดเจนว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ

 

"จริงๆ แล้วเรื่อง Factoring หรือ Soft Loan มีอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้แก้ปัญหา เพราะอัตราดอกเบี้ยของ Factoring มันสูง ยิ่งเอาใบแจ้งหนี้ภาครัฐไปเป็นหลักทรัพย์ขอสินเชื่อ ก็ยิ่งซ้ำเติมพวกเราแย่ลงไปอีก สิ่งที่เราต้องการคือให้รัฐชำระเงินที่ค้างอยู่คืนให้เรา ซึ่งเป็นเงินของเราอยู่แล้ว" เขากล่าวย้ำ

 

นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐมักให้ความสำคัญในการชำระเงินให้บริษัทยาต่างประเทศที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ในขณะที่ผู้ผลิตในประเทศซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำกว่ากลับถูกดันไปท้ายคิว ทั้งที่ในช่วงวิกฤต ผู้ผลิตภายในประเทศคือเส้นเลือดที่แท้จริงของระบบยา

 

 

30 วันรัฐต้องตัดสินใจ

 

ภก.สุรชัยประเมินว่าขณะนี้ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ทางสภาอุตสาหกรรมฯ เฝ้าระวัง ปรับแผนและมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง และมองว่ามีเวลาอีกประมาณ 30 วันเพื่อประเมินสถานการณ์ ก่อนที่จะต้องเดินหน้ามาตรการขั้นสูงกว่านี้ เช่น การขอให้ภาครัฐยืดหยุ่นกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแหล่งกำเนิดวัตถุดิบเพื่อรับมือกับวิกฤตได้รวดเร็วขึ้น

 

"เราไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่น เรากำลังดูแลซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับแผนตามสถานการณ์ สิ่งสำคัญตอนนี้คือรัฐต้องเห็นความสำคัญของผู้ผลิตยาในประเทศ และเร่งชำระหนี้ค้างให้เราโดยเร็ว เพื่อให้เรามีเงินหมุนเวียนไปจัดหาวัตถุดิบล็อตใหม่ได้ทัน" ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา ส.อ.ท.กล่าวปิดท้าย

 

ทั้งนี้ ภก.สุรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่ถูกพูดถึงมาหลายรอบแต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง นั่นคือ ประเทศไทยยังไม่มีขีดความสามารถในการผลิตสารตั้งต้นทางยา (API) เองภายในประเทศ ทั้งที่มีโรงงานผลิตยาอยู่มาก แต่ก็เปรียบเหมือน "มีโรงครัว แต่ไม่มีข้าวสาร"

ภก.สุรชัยระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็จะมีการพูดถึงการสร้าง API ในประเทศ แต่สุดท้ายก็จบลงที่เหตุผลว่า "แพงเกินไป ไม่คุ้มค่า" อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานโลกแตกหักง่ายขึ้น อาจถึงเวลาต้องประเมินใหม่ว่า "ความมั่นคง" นั้นมีราคาเท่าไร

 

"มีใครรักคนไทยเท่ากับคนไทยเอง เวลามีวิกฤต เราต้องมีของเราเองให้ได้" เขากล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวล่าสุด

เปิด 3 มาตรการ ช่วยผู้ประกอบการ หนุนใช้พลังงานทางเลือก- เปิดตลาดใหม่