posttoday

นักวิจัยชี้ "สูตร 5:1" คือสูตรทะเลาะกับคนรัก ที่ไม่พาไปสู่ "การเลิกรา"

14 กุมภาพันธ์ 2569

นักวิจัยแนะ "สูตร 5:1" จัดการความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์เชิงบวกและอารมณ์เชิงลบ ไม่ให้การทะเลาะกับคนรักพาไปสู่ "การเลิกรา"

KEY

POINTS

  • สูตร 5:1 คืออัตราส่วนที่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงควรมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกอย่างน้อย 5 ครั้ง ต่อทุกๆ 1 ปฏิสัมพันธ์เชิงลบ 
  • งานวิจัยชี้ว่าหัวใจสำคัญของการประคองความสัมพันธ์ไม่ใช่การไม่ทะเลาะกันเลย แต่คือ "รูปแบบการทะเลาะ" และความสามารถในการรักษาสัดส่วนเชิงบวกให้มากกว่า
  • พฤติกรรมที่ทำลายความสัมพันธ์รุนแรงที่สุดคือการดูถูกและหากสัดส่วนปฏิสัมพันธ์ลดลงใกล้ 1:1 จะทำให้ความสัมพันธ์มีความเสี่ยงสูงที่จะเลิกรา

บางคนเข้าใจว่าความรักที่ดีคือความสัมพันธ์ที่ “ไม่ทะเลาะ” แต่ในโลกของงานวิจัย คำตอบกลับตรงกันข้าม

เมื่อนักจิตวิทยาความสัมพันธ์ชื่อดังอย่าง John Gottman จาก University of Washington ใช้เวลากว่า 40 ปี คือตั้งแต่ปี 1972  จนถึงปัจจุบัน  ศึกษาคู่รักมากกว่า 3,000 คู่ในห้องทดลองที่เรียกว่า “Love Lab” เขาพบว่า การทะเลาะกับคู่รักบ่อยๆ ไม่ใช่ตัวทำนายการหย่าร้างที่แม่นสุด แต่ “รูปแบบของทะเลาะ” ต่างหากที่ชี้ขาดว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้!

 

ที่มาของสูตร 5:1 ทะเลาะได้แต่ไม่เลิก! 

 

งานวิจัยดังกล่าวพบว่า คู่ที่อยู่รอดระยะยาวไม่ได้เป็นคู่ที่ไม่มีปัญหา แต่คือคู่ที่สามารถรักษา “สัดส่วนปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อเชิงลบ” ได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งได้มีการเสนอ "สูตร 5:1" เอาไว้ดังนี้

 

สูตร 5:1 คือ สูตรที่บอกว่าในความสัมพันธ์ที่มั่นคงจะเกิดขึ้น "ถ้าทุก 1 ปฏิสัมพันธ์เชิงลบ มีอย่างน้อย 5 ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก" โดยปฏิสัมพันธ์เชิงบวกไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ เช่น

  • คำชมเล็ก ๆ
  • การแตะมือ
  • การยิ้มให้กัน
  • การฟังโดยไม่แทรก
  • การขอบคุณในเรื่องธรรมดา

สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกจากความขัดแย้ง เพราะ “ปฏิสัมพันธ์เชิงลบมีแรงกระทบต่ออารมณ์มากกว่าเชิงบวก”

แต่ให้ระวัง! เมื่อสัดส่วนลดลงใกล้ 1:1 ความสัมพันธ์จะเข้าสู่โหมดเปราะบาง เพราะอารมณ์ลบเริ่มกลบพื้นที่ปลอดภัย และมีแนวโน้มจะเลิกราหรือหย่าร้างมากกว่า คู่ที่รักษาสัดส่วน 5:1 หรือสูงกว่า 1:1

 

Four Horsemen ระวัง 4 พฤติกรรมที่ทำลายความสัมพันธ์

 

Gottman ระบุพฤติกรรม 4 แบบที่มีพลังทำลายล้างความสัมพันธ์สูง ได้แก่

 

  1. Criticism  โจมตีตัวตน เช่น “เธอเป็นคนเห็นแก่ตัว”
  2. Contempt   ดูถูก เหยียดหยาม กลอกตา ประชด (อันตรายที่สุด)
  3. Defensiveness  ปัดความรับผิดชอบ โต้กลับทันที
  4. Stonewalling  เงียบ ไม่ตอบสนอง ตัดการสื่อสาร

 

โดยเฉพาะ Contempt เป็นตัวทำนายการหย่าร้างที่แรงที่สุด เพราะมันสื่อว่า “อีกฝ่ายด้อยกว่า”

 

ในห้องทดลอง Love Lab เขาติดเซ็นเซอร์วัดชีพจรและความดันระหว่างคู่รักโต้เถียง พบว่าคู่ที่ใช้พฤติกรรมดูถูกมีอัตราการเต้นหัวใจพุ่งเกิน 100 ครั้งต่อนาที ระดับคอร์ติซอลสูง และเข้าสู่โหมด fight-or-flight หรือโหมดที่สมองส่วนเหตุผลทำงานลดลง

หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำ สมองจะเรียนรู้แบบเชื่อมโยงว่า “คนรัก = ความเครียด” และอาจนำมาซึ่งการทะเลาะ ซึ่งไม่ใช่แค่การระเบิดใส่กันเสมอไป แต่อาจจะเป็นการเงียบใส่ หรือหลีกเลี่ยงบทสนทนาก็เป็นได้

 

.....

 

หลายคนมีประสบการณ์ว่า บางคู่รักทะเลาะทุกสัปดาห์แต่ยังรักกันดี บางคู่ทะเลาะไม่บ่อยแต่จบลงเร็ว

งานวิจัยชี้ว่าการทะเลาะนั้น จบด้วยการซ่อมแซมความสัมพันธ์ หรือจบด้วยการสร้างบาดแผล เพราะคู่ที่รอดมักมี “วัฒนธรรมการคืนดี” เช่น พูดขอโทษก่อนปล่อยให้อีโก้ทำงาน หรือเปลี่ยนน้ำเสียงเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเครียด เป็นต้น

 

สูตร 5:1 นั้นจึงทำให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าต้องหวานตลอดเวลา แต่ความสัมพันธ์จะมั่นคง เมื่อพื้นที่ปลอดภัยมีมากกว่าพื้นที่ชวนทะเลาะกัน และจัดการความขัดแย้งกันอย่างไรต่างหาก!

ข่าวล่าสุด

7 พรรค แสดงเจตจำนง โหวต “อนุทิน” นั่งนายกฯ แบบไร้เงื่อนไข