4 สัญญาณเตือน! เมื่อวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด
กรมสุขภาพจิตพบวัยรุ่นกลุ่ม 15–19 ปี เสี่ยงพยายามฆ่าตัวตายสูงที่สุดจากแรงกดดันด้านการเรียน พร้อมเผย 4 กลุ่มสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง
KEY
POINTS
- กรมสุขภาพจิตเผยว่ากลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงที่สุด โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากความกดดันด้านการเรียนและการสอบ
- สัญญาณเตือนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังครอบคลุมการเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านอารมณ์ (เครียด, หงุดหงิดง่าย), ความคิด (คิดวนซ้ำ, ขาดสมาธิ), ร่างกาย (ปวดหัว, นอนไม่หลับ) และพฤติกรรม (อ่านหนังสือหักโหม, แยกตัว)
- แนะให้คนรอบข้างช่วยสังเกตอาการ และมีช่องทางขอคำปรึกษาสำหรับเยาวชน เช่น ครูแนะแนว หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
กรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงสถานการณ์สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยว่า ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15–19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงที่สุด ปัจจัยสำคัญในช่วงนี้มีที่มาจากแรงกดดันด้านการเรียน การสอบ
วันนี้ ( 3 กุมภาพันธ์ 2568) นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่า จากข้อมูลการประเมินผ่าน Application Mental Health Check-in ช่วงปี 2568 มีเยาวชนเข้ารับการประเมินกว่า 33,000 คน พบว่าเสี่ยงซึมเศร้า มีความเครียดสูง และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญในช่วงนี้มีที่มาจากแรงกดดันด้านการเรียน การสอบ ซึ่งในช่วงใกล้สอบเป็นช่วงที่วัยรุ่นมีความเครียดสูงเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือปัญหาการนอนหลับ การทำร้ายตนเอง หรือ อาจเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้
4 สัญญาณเตือนสำคัญ ต้องเฝ้าระวัง
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่าอาการที่พบบ่อยช่วงใกล้สอบที่ต้องสังเกต ได้แก่
- อาการด้านอารมณ์ ได้แก่ รู้สึกเครียด กังวล หงุดหงิดง่าย ใจร้อนกว่าปกติ รู้สึก “ไม่ดีพอ” โทษตัวเอง รู้สึกผิดทุกครั้งที่อ่านหนังสือไม่ได้ตามแผน หรือรู้สึกหมดแรงใจ สิ้นหวัง
- อาการด้านความคิด คิดวนซ้ำเรื่องสอบ เช่น “ถ้าสอบตกคงแย่มาก” เปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนหรือคนในโซเชียล โฟกัสยาก สมาธิสั้นลง อ่านหนังสือหักโหมจนลืมทำกิจวัตรประจำวัน มีอาการแยกตัว
- อาการทางกาย ได้แก่ ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น นอนไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อย ฝันถึงห้องสอบ หรือฝันร้าย
- พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อ่านหนังสือหักโหม ข้ามมื้ออาหาร ข้ามการนอน เลี่ยงการอ่านหนังสือเพราะรู้สึกกลัว หรือใช้โทรศัพท์/เกมเพื่อหนีความเครียด
แนะวิธีการพยายามโดยไม่ต้องเสี่ยงเสียสุขภาพจิต
ทั้งนี้ ในช่วงที่ใกล้สอบเพื่อพิสูจน์ผลแห่งการพยายามของตนเองนั้น หากความเครียดรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะ วิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าที่รู้สึกไม่มีคุณค่า หรือปัญหาการนอนที่ทำให้สมรรถนะการเรียนลดลงไปได้อีก ขอแนะนำให้ใช้หลักการอ่านให้ได้ผล โดยไม่ทำร้ายตัวเอง ดังนี้
- จัดตารางอ่านหนังสือแบบเป็นมิตรกับสมอง แบ่งเวลาสั้นๆ แต่สม่ำเสมอ
- ตั้งเป้าตามงานไม่ใช่ตามเวลา เช่น ตั้งเป้าทำแบบฝึกหัดให้ครบชุด แทนการกำหนดจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว
- ดูแลร่างกายพื้นฐาน นอนให้พออย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน กินอาหารให้ครบมื้อ และดื่มน้ำให้พอ
- จัดการเสียงในหัว เปลี่ยนจาก “เราต้องไม่พลาด” เป็น “เราจะทำให้ดีที่สุด”
นอกจากนี้เด็กและเยาวชนที่มีปัญหาสามารถขอรับคำปรึกษาจากครูแนะแนว นักจิตวิทยาในโรงเรียน หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน ขอเน้นย้ำว่าเพื่อน ครู และผู้ปกครองควรมีบทบาทร่วมกันในการสังเกตสัญญาณเตือน เปิดใจรับฟัง และให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการวางมาตรการหรือพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน สามารถขอรับคำปรึกษาและการสนับสนุนทางวิชาการจากกรมสุขภาพจิต เพื่อร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ยังมีระบบ HERO OBEC CARE สำหรับโรงเรียนต่างๆ คือ แพลตฟอร์มบริหารจัดการการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านสุขภาพจิตแบบครบวงจร ซึ่งมีตั้งแต่กระบวนการคัดกรอง เฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา และส่งต่อเพื่อให้เด็กได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุดและรวดเร็ว
ที่สำคัญคือสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างครู (ผู้คัดกรองและเฝ้าระวังใกล้ชิด) และ บุคลากรสาธารณสุข/Health HERO (ทีมหมอและพยาบาลจิตเวชที่ให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ ช่วยให้เด็กที่มีความเสี่ยงได้รับการตรวจพบสัญญาณปัญหาสุขภาพจิตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสการเกิดปัญหารุนแรง และช่วยให้เข้าถึงระบบการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ทันท่วงทีแม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลอีกด้วย


