หุ้นไทยถูกกว่าทั้งโลก เปิดจังหวะสะสม ก่อนเกมใหญ่ครึ่งปีหลัง
ตลาดหุ้นโลกวิ่งไม่หยุด หุ้นไทยถูกทิ้งแต่กำลังเปลี่ยนจากฝันร้ายเป็นโอกาสครั้งใหญ่ คำถามไม่ใช่จะกล้าซื้อไหม แต่คือใครกำลังเก็บของ ก่อนเงินทั้งประเทศไหลกลับบ้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ชี้ Valuation ต่ำสุดรอบหลายปี ชี้เป้า SET มีลุ้น 1,440 จุด
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นโลกวิ่งไม่หยุด หุ้นไทยถูกทิ้งแต่กำลังเปลี่ยนจากฝันร้ายเป็นโอกาสครั้งใหญ่
- คำถามไม่ใช่จะกล้าซื้อไหม แต่คือใครกำลังเก็บของ ก่อนเงินทั้งประเทศไหลกลับบ้าน
- "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ชี้ Valuation ต่ำสุดรอบหลายปี ชี้เป้า SET มีลุ้น 1,440 จุด
ในวันที่หุ้นโลกทำสถิติใหม่ไม่หยุด ตลาดหุ้นไทยกลับย่ำอยู่ในโซนราคาถูกผิดปกติ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นโลกพุ่งแรงกว่า 68.5% แต่หุ้นไทยกลับร่วงลง 24.5% ทิ้งช่องว่างผลตอบแทนกว้างถึง 93%
ช่องว่างที่ไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอของธุรกิจ แต่กำลังส่งสัญญาณว่า ตลาดกำลังถูกกดต่ำกว่าความเป็นจริง
"เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส จำกัด เปิดมุมมองกับ "โพสต์ทูเดย์" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2026 มีแนวโน้มจะดีขึ้น เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดโลกปรับตัวขึ้นไป 68.5% แต่ตลาดหุ้นไทยกลับลดลง 24.5% ทำให้เกิดส่วนต่างถึง 93% ส่งผลให้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับตลาดโลก
โอกาสที่สำคัญ คือ ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับดอกเบี้ยนโยบาย (Market Yield Gap) ของไทยอยู่ในโซนที่สูงที่สุด ซึ่งสะท้อนว่าระดับราคาหุ้น ค่า P/E และดอกเบี้ยยังอยู่ในเงื่อนไขที่น่าลงทุน
ช่วงนี้จนถึงไตรมาส 2/2569 จะเป็นช่วงของการสะสมหุ้น (Accumulate) ซึ่งอาจจะยังไม่เห็นหุ้นพุ่งขึ้นรุนแรงในทันที เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมยังไม่เอื้ออำนวย เช่น การรอจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหลังการเลือกตั้ง และตัวเลขการส่งออกที่อาจดูต่ำเพราะฐานปีที่แล้วสูง
ตลาดจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารและออกมาตรการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยผลักดันให้คนกลับเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดมากขึ้น
ทั้งนี้ไม่ได้คาดหวังเพียงเงินจากต่างชาติในปริมาณมหาศาล แต่คาดหวังเงินลงทุนของคนไทยที่ไปลงทุนนอกประเทศให้ไหลกลับเข้ามา ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ามหาศาล เห็นได้จาก NAV ของกองทุน FIF ที่สูงกว่า 7 แสนล้านบาท
และเงินฝากในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) ที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากเงินก้อนนี้ไหลกลับมา ตลาดจะสามารถกลับมาเติบโตได้
ถามว่า..เป้าหมายดัชนีในปีนี้จะไปแตะที่เท่าไหร่ ?
หากคำนวณจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 50 บาท เติบโต 4% และ Yield Gap ที่ 5% เป้าหมายดัชนีอาจอยู่ที่ประมาณ 1,440 จุด สำหรับช่วงเวลาที่ตลาดจะเริ่มเคลื่อนที่อย่างมีเสถียรภาพ คาดว่าเป็นหลังเดือนเมษายน หรือในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก
หุ้นเด่นที่น่าสนใจ แนะนำให้ตั้งเงื่อนไขในการกรองหุ้นที่พื้นฐานดีแต่ราคาถูก โดยมีเกณฑ์ เช่น ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือ อัตราปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 5% ซึ่งในตลาดมีหุ้นลักษณะนี้อยู่จำนวนมาก
ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจตามรายกลุ่มธุรกิจมีดังนี้
- กลุ่มธนาคาร เลือกหุ้นที่มี Yield ไม่ต่ำกว่า 5% และมี Payout Ratio ต่ำ เช่น BBL หรือ ธนาคารขนาดเล็ก อย่าง KKP
- กลุ่มพลังงาน เงื่อนไขปันผลเกิน 5% เช่น PTT , PTTEP
- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ให้ปันผลสูงระดับ 7-8% เช่น SC, SIRI ฯลฯ
นักลงทุนควรเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญและติดตามข้อมูลได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วตั้งเงื่อนไขราคาหุ้นที่ต้องการไว้
ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีในราคาที่เหมาะสมก่อนที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับเข้ามา.


