ดีเดย์ 11 ก.พ. เป็นต้นไป! เครื่องดื่มชงสด หวานปกติ = หวาน 50%
11 ก.พ. 69 ดีเดย์! 9 แบรนด์ดังปรับมาตรฐานเครื่องดื่มชงสด "หวานปกติ = 50%" ลดน้ำตาลลง เพื่อป้องกันโรค NCDs ดันจัดเก็บภาษีความหวานปี 69
KEY
POINTS
- ตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป กรมอนามัยร่วมกับร้านเครื่องดื่มแบรนด์ดังปรับมาตรฐานใหม่ให้ "หวานปกติ" มีระดับความหวานเพียง 50% ของสูตรเดิม
- มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมปรับความคุ้นชินของผู้บริโภค
- การปรับลดความหวานสอดคล้องกับนโยบาย "ภาษีความหวาน" และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้
เตรียมตัว! กรมอนามัยปรับใหม่ "เครื่องดื่มชงสุด" จาก “หวานปกติ = หวาน 50%” เริ่ม 11 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ โดยแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Cafe Amazon, Inthanin, All Café, Black Canyon และพันธุ์ไทย ขานรับปรับค่าเริ่มต้นความหวานลงครึ่งหนึ่งทันทีเพื่อสกัดกลุ่มโรค NCDs
อีกทั้งยังสอดคล้องกับมาตรการ “ภาษีความหวาน” ระยะใหม่ที่กรมสรรพสามิตตั้งเป้าเก็บรายได้ปี 2569 สูงถึง 578,200 ล้านบาท การลดน้ำตาลจึงเป็นทางรอดของผู้ประกอบการเพื่อคุมต้นทุนภาษีและวัตถุดิบไปพร้อมกัน
มาตรฐานความหวานใหม่ หวานปกติ = หวาน 50%
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชง เมื่อกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จับมือกับผู้ประกอบการแบรนด์ดังกว่า 9 แบรนด์ เช่น Cafe Amazon, Inthanin, All Café, Black Canyon, พันธุ์ไทย และชาวดอย เปิดตัวแคมเปญ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ซึ่งจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นี้
มาตรการนี้ ใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เรียกว่า Nudge Theory โดยการปรับ “ค่าเริ่มต้น” (Default Option) ของคำสั่งซื้อ จากเดิมที่การสั่ง “หวานปกติ” อาจมีน้ำตาลสูงเกินเกณฑ์สุขภาพ ให้กลายเป็นระดับความหวานเพียง 50% ของสูตรเดิมโดยอัตโนมัติ เพื่อปรับ “ความคุ้นชิน” ของลิ้นผู้บริโภคให้ได้รับน้ำตาลน้อยลงโดยไม่เสียรสชาติ!
เปิดสถิติ หวานแต่ละระดับ มีน้ำตาลเท่าไหร่?
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ได้ระบุตัวอย่างปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชงมาตรฐาน (ขนาด 16 ออนซ์) เมื่อเปรียบเทียบตามระดับความหวานไว้ดังนี้
| ประเภทเครื่องดื่ม (16 ออนซ์) | หวาน 100% (ช้อนชา) | หวาน 50% | หวาน 25% (ช้อนชา) |
|---|---|---|---|
| กาแฟสด | 7.3 | 3.7 | 1.9 |
| ชาเย็น / ชานม | 6.6 | 3.3 | 1.7 |
| น้ำบ๊วยมะนาวปั่น | 30.0 | 15.0 | 7.5 |
จะเห็นได้ว่าการปรับลดมาที่ระดับ 50% ช่วยให้เครื่องดื่มส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลลดลงมาอยู่ในระดับที่ร่างกายจัดการได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาและกาแฟที่จะมีน้ำตาลเหลือเพียงประมาณ 3-4 ช้อนชา ซึ่งใกล้เคียงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
สำหรับการบริโภคในกลุ่มวัยต่างๆ กรมอนามัยได้กำหนดคำแนะนำปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ ดังแสดงในตารางต่อไปนี้
| กลุ่มประชากร | ปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวัน (ช้อนชา) | ปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวัน (กรัม) |
|---|---|---|
| เด็กและผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) | 4 | 16 |
| วัยรุ่นและวัยทำงาน (อายุ 25–60 ปี) | 4 – 6 | 16 – 24 |
| ผู้ที่ใช้พลังงานมาก | ไม่เกิน 8 | 32 |
ความเชื่อมโยงกับ "ภาษีความหวาน" และเศรษฐกิจ
แม้ว่าประเทศไทยจะมีการจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันได (ระยะที่ 3) ปัจจุบันประเทศไทยมีการเก็บภาษีความหวานตามปริมาณน้ำตาล ยิ่งหวานมากยิ่งเสียภาษีมาก โดยอัตราภาษีในปัจจุบัน (ระยะที่ 3) มีดังนี้
- น้ำตาล 6-8 กรัม/100 มล. เท่ากับ 0.3 บาท/ลิตร
- น้ำตาล 8-10 กรัม/100 มล. เท่ากับ 1.0 บาท/ลิตร
- น้ำตาล 10-14 กรัม/100 มล. เท่ากับ 3.0 บาท/ลิตร
- น้ำตาล 14-18 กรัม/100 มล. เท่ากับ 5.0 บาท/ลิตร
- น้ำตาลเกิน 18 กรัม/100 มล. เท่ากับ5.0 บาท/ลิตร
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาษีความหวานเก็บได้ง่ายจากเครื่องดื่มบรรจุขวด (Ready-to-Drink) แต่เครื่องดื่มชงสดในร้านกาแฟนั้นจัดเก็บภาษีได้ยากกว่า แคมเปญ “หวานปกติ = 50%” จึงเป็นกลไกเชิงนโยบายที่เข้ามาช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในส่วนที่ภาษีอาจจะเข้าไม่ถึงได้ด้วย
อีกทั้งยังส่งประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เพราะการลดน้ำตาลลง 50% นอกจากจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ที่ใส่ใจสุขภาพแล้ว ในเชิงธุรกิจยังช่วย ลดต้นทุนผันแปร จากการใช้น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลดลงกึ่งหนึ่ง โดยที่ยังคงราคาขายเดิมไว้ได้ ทำให้ไม่กระทบต่อกำไรขั้นต้นได้อีกทางหนึ่ง


