posttoday
“เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง

“เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง

09 สิงหาคม 2569

“เอกนิติ” นำประชุมรับมืออุทกภัย-ภัยแล้งภาคกลาง สั่งทำ Risk Map ประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ เตรียมเครื่องจักร ศูนย์พักพิง ระบบแจ้งเตือน 24 ชม. ย้ำสื่อสารประชาชนต่อเนื่อง ลดตื่นตระหนก-เพิ่มความพร้อม

KEY

POINTS

  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) เพื่อประเมินจุดเสี่ยงน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางแบบเรียลไทม์
  • การจัดทำ Risk Map จะใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้แต่ละจังหวัดนำข้อมูลไปใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำและพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • นอกจากนี้ยังสั่งการให้จัดทำ Checklist สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดและแผนเผชิญเหตุ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างเป็นระบบ

วันที่ 9 ส.ค. 2569 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมอโยธยา ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง


นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน จึงแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน เพื่อรวมศูนย์การทำงานให้มีเอกภาพ ลดขั้นตอนการสั่งการและตัดความซ้ำซ้อนเมื่อเกิดภัยพิบัติ

 

สำหรับพื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากภาคเหนือก่อนระบายลงสู่ทะเล ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งภาคเกษตรกรรม เขตอุตสาหกรรม และชุมชนหนาแน่น จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร


นายเอกนิติ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจาก GISTDA สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาร่วมจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย หรือ Risk Map ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และนำข้อมูลของแต่ละจังหวัดไปใช้วางแผนบริหารจัดการได้ตรงจุด รวมถึงพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจัดทำ Checklist ปฏิบัติงานสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อนำไปใช้เตรียมความพร้อมทันที เช่น ตรวจสอบประตูระบายน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมพื้นที่รับน้ำ และบริหารจัดการปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ รวมถึงจัดทำแผนเผชิญเหตุให้ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย

ด้านการเผชิญเหตุและช่วยเหลือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเป็นศูนย์กลางบูรณาการการทำงานของทหาร ตำรวจ พลเรือน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก พร้อมให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้เพียงพอ


ส่วนด้านสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเตรียมยา เวชภัณฑ์ และบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเข้มงวด


ด้านการฟื้นฟูเยียวยา ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน


สำหรับการบริหารจัดการ ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลางเป็น 17 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายคณะรัฐมนตรีแต่ละรายดูแลเป็นรายลุ่มน้ำ เพื่อให้การสั่งการและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว


นายเอกนิติ ยังเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารกับประชาชน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์น้ำที่ถูกต้องและแม่นยำผ่านทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่มีความตระหนักและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ โดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง หรือ Two-way Communication


“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ การเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำ Risk Map ซึ่งแต่ละจังหวัดมีความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ตรงกับบริบทของพื้นที่” นายเอกนิติ กล่าว


นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจกับการดำเนินการของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตร และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

 

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคกลาง ประสานสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างรวดเร็ว


พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast และทุกช่องทางการสื่อสาร ควบคู่กับการแจ้งผ่านผู้นำท้องถิ่นและผู้นำท้องที่ เพื่อขยายการแจ้งเตือนให้ครอบคลุมถึงระดับครัวเรือน

 

จากนั้น นายเอกนิติและคณะลงพื้นที่วัดไชยวัฒนาราม เพื่อติดตามแผนป้องกันน้ำท่วมเขตโบราณสถาน โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาติดตั้งพนังกั้นน้ำรอบอุทยานประวัติศาสตร์เกาะเมือง ซึ่งที่ผ่านมา สามารถป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วมได้ทุกปี


พนังกั้นน้ำบริเวณดังกล่าวมีความสูง 1.80 เมตร และสามารถเพิ่มความสูงได้อีก 60 เซนติเมตร หากสถานการณ์มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่ ปภ. ได้นำเครื่องสูบน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งบนเทรลเลอร์ พร้อมชุดเครื่องสูบส่งมาติดตั้ง เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมเขตโบราณสถาน


สำหรับข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของภาคกลาง พบหมู่บ้านและชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงมากใน 8 จังหวัด รวม 124 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูงใน 12 จังหวัด 533 หมู่บ้าน ส่วนภัยแล้ง มีพื้นที่เสี่ยงสูงมาก 2 จังหวัด 66 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูง 3 จังหวัด 105 หมู่บ้าน


ขณะที่มีเครื่องจักรกลสาธารณภัยด้านป้องกันและแก้ไขอุทกภัยจำนวน 155 คัน/เครื่อง และด้านภัยแล้งจำนวน 202 คัน/เครื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และนำไปใช้ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
 

ข่าวล่าสุด

“เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง

“เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง