จะเป็นอย่างไร? เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค "ทรัพยากรน้ำล้มละลาย" อย่างสมบูรณ์
รายงาน UNU-INWEH พบว่าปัจจุบัน โลกไม่ได้เผชิญเพียงแค่ "วิกฤตน้ำ" ที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วหายไป แต่เราได้เข้าสู่ยุค "สภาวะล้มละลายทางน้ำของโลก" แล้ว!
จากข้อมูลในรายงานของ UNU-INWEH พบว่าในปัจจุบัน โลกไม่ได้เผชิญเพียงแค่ "วิกฤตน้ำ" ที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วหายไป แต่เราได้เข้าสู่ยุค "สภาวะล้มละลายทางน้ำของโลก" (Global Water Bankruptcy) ซึ่งเป็นสภาวะที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรน้ำเกินขีดจำกัดจนระบบนิเวศได้รับความเสียหายอย่างถาวร
จากรายงาน ได้กล่าวถึงหลักฐานเชิงประจักษ์และตัวขับเคลื่อนที่นำไปสู่ความล้มเหลวนี้มีตัวเลขที่น่าตกใจ หลายประการ
แหล่งกักเก็บน้ำทางธรรมชาติ กำลังจะ .. หมด
ความล้มเหลวของระบบน้ำโลกเห็นได้ชัด มาจากการลดลงของแหล่งกักเก็บน้ำทางธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนการถอน "เงินออมทางน้ำ" ออกมาใช้จนหมดบัญชี โดยพบว่า
การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำและทะเลสาบ
ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 มากกว่า 50% ของทะเลสาบขนาดใหญ่ทั่วโลกมีปริมาณน้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อประชากร 1 ใน 4 ของโลกที่พึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้ นอกจากนี้ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทางธรรมชาติไปแล้วถึง 410 ล้านเฮกตาร์ หรือเทียบเท่ากับขนาดสหภาพยุโรป ซึ่งการสูญเสียนี้คิดเป็นมูลค่าบริการทางนิเวศที่หายไปสูงถึง 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
วิกฤตน้ำบาดาลและแผ่นดินทรุด
ประมาณ 70% ของชั้นหินอุ้มน้ำหลักทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การสูบน้ำบาดาลเกินขนาดไม่เพียงแต่ทำให้น้ำหมดไป แต่ยังทำให้เกิดแผ่นดินทรุดครอบคลุมพื้นที่กว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตร (หรือ 5% ของพื้นที่ดินทั่วโลก) ส่งผลกระทบต่อประชากรเกือบ 2 พันล้านคน และในบางพื้นที่แผ่นดินทรุดตัวลงถึง 25 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งทำให้ความจุในการกักเก็บน้ำใต้ดินหายไปอย่างถาวร
การละลายของธารน้ำแข็ง
ตั้งแต่ปี 1970 โลกได้สูญเสียมวลธารน้ำแข็งไปแล้วมากกว่า 30% ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงทางน้ำของประชากรราว 1.5 ถึง 2 พันล้านคน ที่พึ่งพาน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งในฤดูกาลต่างๆ
คุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม
แม้ปริมาณน้ำในเชิงสถิติอาจดูคงที่ในบางแห่ง แต่มลพิษทำให้น้ำที่ "ใช้งานได้จริง" ลดลงอย่างมาก โดยประชากรราว 2.2 พันล้านคนยังขาดแคลนน้ำดื่มที่ปลอดภัย และ 3.5 พันล้านคนขาดระบบสุขาภิบาลที่ดี
ภัยแล้งจากน้ำมือมนุษย์และภาคเกษตรกรรม
สาเหตุหลักของสภาวะล้มละลายนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่บริหารจัดการผิดพลาด ได้แก่
ภัยแล้งจากการกระทำของมนุษย์ (Anthropogenic Drought)
ในช่วงปี 2022–2023 มีประชากรกว่า 1.8 พันล้านคน ต้องอาศัยอยู่ภายใต้สภาวะภัยแล้ง ซึ่งภัยแล้งในยุคนี้ถูกขยายความรุนแรงด้วยการทำลายหน้าดินและการจัดสรรน้ำที่ผิดพลาด สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกสูงถึง 3.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่า GDP รายปีของประเทศสมาชิก UN ถึง 3 ใน 4
ภาคเกษตรกรรมกับความเสี่ยงในอู่ข้าวอู่น้ำ
ปัจจุบัน 70% ของการถอนน้ำจืดทั่วโลกถูกใช้ไปในภาคเกษตรกรรม โดยประชากรกว่า 3 พันล้านคน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งผลิตอาหารโลก ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่การกักเก็บน้ำรวมกำลังลดลงหรือไม่มีความเสถียร นอกจากนี้ พื้นที่ชลประทานกว่า 170 ล้านเฮกตาร์ กำลังเผชิญกับความเครียดน้ำในระดับสูงถึงสูงมาก
ความเสื่อมโทรมของดินและเกลือปนเปื้อน
มากกว่า 50% ของที่ดินเพื่อการเกษตรทั่วโลกเสื่อมโทรมลง ในระดับปานกลางถึงรุนแรง เฉพาะปัญหาดินเค็ม (Salinization) เพียงอย่างเดียวได้ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมไปแล้วกว่า 106 ล้านเฮกตาร์ (แบ่งเป็นพื้นที่เกษตรน้ำฝน 82 ล้านและพื้นที่ชลประทาน 24 ล้านเฮกตาร์) ซึ่งมากกว่าพื้นที่ของประเทศฝรั่งเศสและสเปนรวมกัน
กับดักของประสิทธิภาพ (Jevons Paradox)
การเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทานด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจส่งผลย้อนกลับ (Rebound Effect) ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกและบริโภคน้ำรวมมากขึ้น หากไม่มีการกำหนดเพดานการใช้น้ำ (Water Caps) ที่เข้มงวด
แล้วโลกจะเป็นอย่างไร? เมื่อ ทรัพยากรน้ำ ล้มละลาย
จากรายงานกล่าวว่า มนุษย์จะสูญเสีย "น้ำสำรอง" เช่น น้ำบาดาลระดับลึกและธารน้ำแข็ง ซึ่งเปรียบเสมือนบัญชีเงินฝากที่ใช้จนหมดสิ้น ชั้นหินอุ้มน้ำที่ถูกสูบน้ำออกมากเกินไปจะเกิดการบีบอัดจน ดินทรุดตัว (Land Subsidence) และสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำตลอดกาล
นอกจากนี้ ทะเลสาบจะหายไป (เช่น ทะเลสาบอารัล หรือทะเลสาบอูร์เมีย), พื้นที่ชุ่มน้ำที่เคยเป็น "ตัวดูดซับแรงกระแทก" จะแห้งแล้งและเปลี่ยนสภาพเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นควัน
เกิดวิกฤตอาหารโลก พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำกว่าครึ่งของโลกจะตั้งอยู่ในเขตที่ปริมาณน้ำกักเก็บลดลงอย่างไม่เสถียร ส่งผลให้ราคาอาหารผันผวนและเกิดการขาดแคลน
เมืองเข้าสู่สภาวะ "Day Zero” เมืองใหญ่ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น้ำประปาหยุดไหลบ่อยครั้งขึ้น และต้องใช้มาตรการปันส่วนน้ำอย่างเข้มงวดเป็นประจำ
ความขัดแย้งและการย้ายถิ่นฐาน สถิติความขัดแย้งด้านน้ำจะพุ่งสูงขึ้น และจะเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ของผู้คนที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ระบบน้ำล้มละลายได้อีกต่อไป
...
จากรายงานฉบับนี้จึงทำให้เห็นว่า "วิกฤตน้ำ" ในโลกเข้าสู่ยุค "ล้มละลาย" อย่างเป็นทางการ.. แล้วเราพร้อมรับมือหรือยัง?


