posttoday

Sleep Economy ถึงยุคที่ "การนอนหลับลึก" ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ”

08 มกราคม 2569

คืนสู่สามัญ! Sleep Economy ถึงยุคที่ "การนอนหลับลึก" จะกลายเป็นความจำเป็นของทุกคน และสามารถขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ” ได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

KEY

POINTS

  • การนอนหลับลึก (Deep Sleep) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูสุขภาพกายและจิตใจ ซึ่งเป็นรากฐานของสุขภาวะทางใจ (Mental Wellness) และส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต
  • ปัญหาการนอนที่เพิ่มขึ้นจากความเครียดและวิถีชีวิตสมัยใหม่ ได้ผลักดันให้เกิด "เศรษฐกิจการนอน" (Sleep Economy) ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทั่วโลกสูงถึง 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ประเทศไทยมีประชากรราว 19 ล้านคน (40%) ที่เผชิญปัญหาการนอนหลับไม่มีคุณภาพ สะท้อนถึงความต้องการและโอกาสทางการตลาดที่สูงสำหรับธุรกิจและบริการที่เกี่ยวข้องกับการนอน

คำแนะนำที่ว่า มนุษย์ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง เป็นคำแนะนำที่เราได้ยินมาอย่างยาวนาน ยืนยันด้วยคำแนะนำของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้ให้ข้อมูลว่า

  • ผู้ใหญ่อายุ 18-25 ปี  ควรนอนหลับ 7-9 ชม./วัน และอาจนอนหลับมากถึง 10-11 ชม./วัน
  • ผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุ 26-64 ปี  ควรนอนหลับ 7-9 ชม./วัน และอาจนอนหลับมากถึง 10 ชม./วัน
  • ผู้สูงอายุที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป  ควรนอนหลับ 7-8 ชม./วัน และอาจนอนหลับมากถึง 9 ชม./วัน

เพราะคนที่นอนหลับเพียงพอตามความต้องการจะมีสุขภาพกายและใจที่สมดุล  ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูระบบต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ

 

แต่ ‘คนส่วนหนึ่ง’ มักจะไม่สามารถทำได้!

 

โดยเฉพาะในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งคำว่า “Productivity” เริ่มถูกนิยามเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เพื่อวัด ‘ผลงานและประสิทธิภาพ’ ในเศรษฐกิจสมัยใหม่

ทำให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานจำนวนไม่น้อยที่เริ่มยกย่องคนที่ นอนน้อย ทำงานดึก พร้อมตอบแชทตลอดเวลา

เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนมองว่านี่แสดงถึงความ ‘ทุ่มเท’ เพื่อจะไขว่คว้าหาความสำเร็จ

 

การนอน จึงกลายเป็นปัจจัยที่สามารถต่อรองได้ ลดได้ เพราะต้องแลกกับความก้าวหน้าทางรายได้ และหน้าที่การงาน

 

ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ ‘จอมือถือ’ และ ‘แสงสีฟ้า’  ก็ยิ่งเข้ามาแทรกแซงการนอน ขัดขวางการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินอีก!

 

Sleep Economy ถึงยุคที่ "การนอนหลับลึก" ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ”

 

นอนไม่พอ กระทบทั้งระบบชีวิต รวมไปถึง สุขภาพจิต

 

งานวิจัยหลายแห่งพบว่า การนอนไม่พอหรือคุณภาพการนอนต่ำกระทบต่อสุขภาพทั้งกายและใจอย่างที่ไม่อาจคาดคิดได้

 

สำหรับสุขภาพกาย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ข้อเสียต่อการอดนอนเป็นเวลานานคือ ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ส่งผลเกิดภาวะอ้วนและโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดสมองและโรคซึมเศร้าตามมา

นอกจากนี้ ยังทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เจ็บป่วยได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้ความจำและสมาธิแย่ลง และประสิทธิภาพการทำงานลดลง เสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น

 

มากไปกว่านั้นคือ ‘สุขภาพจิต’ หลายคนอาจมีคำถามว่า การจะสังเกตว่าสุขภาพจิตของเราเริ่มไม่ดี ควรจะสังเกตอย่างไร?

 

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์)  ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่า สำหรับ ‘บุคคลที่ยังไม่ป่วยถึงขั้นต้องรับการรักษาทางจิตเวช’ สามารถสังเกตง่ายๆ ที่การนอน

 

 

"ประตูบานแรกของ Mental Wellness คือการนอน”  หมอแอมป์กล่าว และให้เหตุผลว่า

 

คนที่มีภาวะสุขภาพจิตดีจะสามารถนอนหลับได้ลึกและมีคุณภาพ ในขณะที่คนที่มีปัญหา Mental Wellness มักจะหลับไม่ประติดประต่อ ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น หรือที่เรียกว่า "การนอนตื้น"

แม้บางคนจะคิดว่าตัวเองนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่เมื่อใช้เครื่องมือตรวจวัด (Wearable devices) กลับพบว่ามีการตื่นตัวระหว่างคืนสูงถึง 2 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสัญญาณของความเครียดสะสม

 

Sleep Economy ถึงยุคที่ "การนอนหลับลึก" ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ”

 

 

นอกจากนี้ นพ.ตนุพลเน้นย้ำว่า "คนเราอยู่ดี ๆ จะป่วยหรืออ้วนไม่ได้ถ้าไม่เครียด”

 

เมื่อเกิดความเครียดสะสม จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ (Consequence) เริ่มจากการนอนพัง เมื่อนอนไม่ดี สมองและระบบภูมิคุ้มกันจะแย่ลง และนำไปสู่ภาวะอ้วนและโรคต่าง ๆ ตามมา ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ต้นตอจึงไม่ใช่การกินยาแก้เครียด เพราะ "ยาวิเศษในการลดความเครียดนั้นไม่มีจริง" แต่สิ่งที่ได้ผลที่สุดตามงานวิจัยคือการทำสมาธิ (Meditation) นั่นเอง

 

ทั้งนี้ การนอนที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่นอนนานเท่าไหร่ แต่ต้องลงไปในระดับที่ว่า ‘นอนหลับลึก’ เท่าไหร่ เพราะสำคัญมากถึงขั้นว่าหากให้ ‘หมอแอมป์’ เลือกพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่าง ภูมิคุ้มกัน สมอง ฮอร์โมน การเผาผลาญ และอายุขัยสุขภาพที่ยืนยาว คำตอบคือ การนอนหลับลึก หรือ Deep Sleep

 

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์)

 

 

Deep Sleep ช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมชีวิตตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

Deep Sleep หรือ Slow-Wave Sleep (ระยะ N3) คือช่วงที่สมองมีคลื่นเดลตา เป็นช่วงที่ร่างกายทำกระบวนการสำคัญที่ไม่มีอาหารเสริมหรือวิตามินใดทำแทนได้ เช่น สมองเปิดระบบกำจัดของเสีย (glymphatic system)  หลั่งฮอร์โมนซ่อมแซมเซลล์และกล้ามเนื้อ  รีเซ็ตระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มความไวต่ออินซูลิน  ลดฮอร์โมนความเครียด

 

Deep Sleep จะเกิดมากที่สุดในช่วง 22.00–02.00 น. เพราะเป็นช่วงที่เมลาโทนินสูง คอร์ติซอลต่ำ และระบบประสาทอยู่ในโหมดพักฟื้น นอกจากนี้ สมองมนุษย์ถูกออกแบบให้มี Deep Sleep หนาแน่นในครึ่งแรกของคืน ต่อให้นอนยาวถึงเช้า ก็ไม่ได้ชดเชย Deep Sleep ที่พลาดไปแล้ว

 

นั่นหมายความว่า นอนดึกแล้วนอนนาน ไม่เท่ากับ “นอนเร็ว”

 

 

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วภาวะหลับลึกที่ดีต่อสุขภาพจะอยู่ที่ 13-23 % ต่อคืน หรือ ประมาณ 55-97 นาที ต่อ การนอน 7-9 ชั่วโมง

 

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เคยออกมาให้ข้อมูลการหลับลึกว่า มี 9 ข้อที่ควรทำคือ

 

1. นอนให้เป็นเวลา กำหนดเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอทุกวัน แม้วันหยุด

2.  ผ่อนคลายก่อนนอน กับกิจกรรมลดเครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือแช่น้ำอุ่น

3. สร้างบรรยากาศที่เหมาะสม ควรเงียบ มืดสนิท และมีอุณหภูมิที่พอดี

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงใกล้เวลานอน

5. งดแอลกอฮอล์ เพราะ ทำให้หลับไม่ลึกและตื่นง่าย

6. งดคาเฟอีน  เพราะ คาเฟอีนกระตุ้นสมอง ทำให้นอนไม่หลับ

7. งดบุหรี่ เพราะ ทำให้นอนตื้นและตื่นกลางดึก

8. งดงีบหลับนานและหลังบ่าย 3 โมง จะทำให้รบกวนการนอนหลับปกติ

9. งดเล่นมือถือก่อนนอน เพราะ แสงสีฟ้าขัดขวางการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน

 

 

ธุรกิจการนอน ขุมทรัพย์ใหม่ของอุตสาหกรรม Wellness

 

หมอแอมป์กล่าวว่า Mental Wellness เป็นธุรกิจที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือ ยุคที่คนรุ่นใหม่เครียดมากที่สุดในประวัติศาสตร์

และต้นตอของ Mental Wellness ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การนอน

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันเรื่องการนอนกลายเป็น "เบอร์ 1" ที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด สังเกตได้จากการแชร์ข้อมูลเรื่องการนอนในโลกออนไลน์ที่มีจำนวนมหาศาล

 

สิ่งนี้ส่งผลให้ Sleep Business กลายเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในตลาด Mental Wellness ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์การนอน เช่น หมอน เตียง ไปจนถึงแอปพลิเคชันลดความเครียด เครื่องดื่มชาคาโมมายล์ และเทคโนโลยีแสง-เสียงเพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย หรือแม้แต่คลินิกปรึกษาเรื่องการนอนหลับ

 

ทั้งนี้ มูลค่าตลาด Sleep Economy ทั่วโลกเติบโตไปถึงประมาณ 585,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีล่าสุด (2024) จากประมาณ 432,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 ซึ่งเป็นแรงผลักดันของผู้บริโภคที่มองหาคุณภาพการนอนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ส่วนประเทศไทยนั้นพบว่าคนไทยประมาณ 40% หรือราว 19 ล้านคน เผชิญปัญหาการนอนหลับไม่ดี ซึ่งสะท้อนความต้องการด้านบริการและสินค้าที่ช่วยให้การนอนดีขึ้น

นอกจากนี้คนไทยกว่า 25% ยังมีอาการนอนกรน และ 5% เผชิญภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งต้องการการรักษาและดูและสุขภาพเฉพาะทาง และจากรายงานสำรวจล่าสุดพบว่า ประเทศไทยมี 46 คลินิกที่ให้บริการตรวจและรักษาปัญหาการนอน (Sleep clinics) ที่ให้บริการในปี 2025

 

Sleep Economy ถึงยุคที่ "การนอนหลับลึก" ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ”

 

 

….

 

ท้ายนี้ ขอยกส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ‘หมอแอมป์’ มาปิดท้าย

การพยายามกลับไปนอนให้ดีและหลับให้ลึก คือการ "คืนสู่สามัญ" ที่ทรงพลังที่สุด

เพราะไม่มีวิทยาศาสตร์หรือยาชนิดใดที่จะช่วยชะลอความแก่และฟื้นฟูร่างกายได้ดีไปกว่าคุณภาพการนอนที่ดี หากเราสามารถจัดการความเครียดจนนอนหลับได้ดี ผลลัพธ์ที่ตามมาคือสุขภาพกายที่แข็งแรง ผิวพรรณที่ดูอ่อนเยาว์ และสุขภาพจิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน.

ข่าวล่าสุด

SETESG ไม่ใช่เครื่องประดับหุ้น! สัญญาณเตือนแรงถึงนักลงทุนระยะยาว