2026 "ปีทอง" ของ "Wellness" กับ 8 เทรนด์มาแรง หากใครไม่อยากตกขบวน!
BDMS Wellness กาง 8 เทรนด์มาแรงในประเทศไทย ห้ามพลาดหากไม่อยากตกขบวน เมื่อ 2026 คือ "ปีทอง" ของ "Wellness Economy"
KEY
POINTS
- ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็น 'ปีทอง' ของธุรกิจเวลเนส (Wellness) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวม
- เทรนด์ที่มาแรงและมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดคือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate) ตามมาด้วยการแพทย์แผนดั้งเดิมและสมุนไพร และธุรกิจด้านสุขภาพจิตและการนอนหลับ
- แนวทางสำคัญของอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนจากการ 'รักษาโรค' ไปสู่การ 'ป้องกันก่อนป่วย' และการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) มากขึ้น
Wellness เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายปีที่ผ่านมา และเด่นชัดมากขึ้นหลังการเกิดโควิด-19 ที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพของตนเอง โดยมีการให้นิยามชีวิตใหม่ว่า
Health is the New Luxury! หรือสุขภาพที่ดีจะกลายเป็นความหรูหรารูปแบบใหม่
กลายเป็น 'สินทรัพย์' ใหม่ที่คนจะนำมา 'อวด' กัน
นั่นทำให้ 'สุขภาพ' ถูกยกระดับเป็น 'ระบบเศรษฐกิจใหม่' และประเทศไทยก็มองเห็นศักยภาพนี้เช่นกัน เพราะในหลายเวทีนโยบายของรัฐก็มีการพูดถึงเศรษฐกิจสุขภาพว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ยังคงมีกำลังและมีความหวังสำหรับประเทศไทย
โดยเฉพาะในฝั่งของ Wellness ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบเชิงสุขภาพป้องกันอันสำคัญ โดยมุ่งไปที่ 'คนที่ยังไม่ป่วย' ให้สามารถมีสุขภาพที่ดีได้อย่างยืนยาว เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ 'สุขภาพ' กลายเป็นภาระงบประมาณของรัฐแล้ว ยังทำให้ประเทศได้เปรียบในเชิงของแรงงานที่แม้จะแก่ก็ยังทำงานได้ดี ต่อเนื่องไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ก่อนขยับเข้าใกล้ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และมีสัดส่วนต่อ GDP โลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ที่ผลักดันด้านเวลเนสมากว่าหลายสิบปี ได้เปิดพื้นที่และชี้ถึงเทรนด์ของ Wellness ในปี 2026 ซึ่งย้ำว่าจะเป็น 'ปีทอง' ของธุรกิจด้านนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย
6 เทรนด์ Wellness ปีทอง 2026
1. Wellness Real Estate หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้คอนเซปต์ Wellness จะกลายเป็น Super Trend หรือเป็นธุรกิจอันดับ 1 ของหมวด Wellness ในปี 2026
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในช่วงปี 2024–2029 อุตสาหกรรม Wellness Real Estate มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15.2% ต่อปี นับเป็นอัตราที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเซกเตอร์ในอุตสาหกรรมเวลเนส
นพ.ตนุพลระบุว่า ที่พักซึ่งตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ เช่น เข้าไปแล้วไม่มีฝุ่น PM2.5 จะกลายเป็นสิ่งที่คนต้องการมากขึ้น มากกว่าห้องพักที่ตกแต่งหรูหรา
"อสังหาริมทรัพย์ จะขยับไปสู่การสร้างบ้านที่นอนหลับได้ลึก อากาศปลอดโปร่ง ไม่มี PM2.5 เข้าไปข้างในบ้าน PM2.5 เหลือเป็นศูนย์ หรือบ้านที่น้ำข้างในทั้งหมดสามารถกรองแล้วกินได้ หรือพรมก็ต้องเป็นพรมกันไรฝุ่น"
ทั้งนี้ GWI ยังชี้ว่า ปัจจัยในการเลือกที่อยู่อาศัย อาคาร โรงแรม หรือออฟฟิศ กำลังขยายจากทำเลและดีไซน์ ไปสู่คุณภาพอากาศ ความเงียบ แสงที่ไม่รบกวนการนอน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตจริง ซึ่งล้วนเป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
2. แพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทยและ T&CM
ธุรกิจแพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทย และ T&CM คาดว่าจะมีมูลค่า 756.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 เนื่องจากผู้คนมองหาทางเลือกด้านสุขภาพที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และสามารถปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
นพ.ตนุพลระบุว่า ภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม เช่น นวดไทยหรือสมุนไพรไทยนั้น ต้องได้รับการสนับสนุนให้สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ อย่างเช่น สมุนไพรก็ต้องมีระบบงานวิจัยมารองรับทั้งในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งรัฐฯ ก็ต้องลงมาช่วยเหลือหรือสนับสนุน
" ยกตัวอย่างเช่นการนวด หากเราต้องการใส่ Wellness ลงไปเพื่อเพิ่มมูลค่า ร้านนวดบางร้านมีนักกายภาพบำบัดมาช่วยดู บางร้านมีการเอ็กซเรย์สแกนดูกระดูกสันหลังก่อน ว่าก่อนการนวดจะไม่บาดเจ็บ บางร้านมีการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เป็นหัตถการเพิ่มเติมลงไป .. การทำแบบนี้จะทำให้จากชั่วโมงหนึ่งได้เพียงไม่กี่ร้อย สามารถเพิ่มรายได้เท่าทวีคูณ"
3. Mental Wellness & Sleep Economy
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในช่วงปี 2024–2029 อุตสาหกรรม Mental & Sleep Wellness มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี สะท้อนระดับความเครียดของคนรุ่นใหม่ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผลักดันการเติบโตของ Sleep Economy, mindfulness, sound healing และ aromatherapy อย่างก้าวกระโดด
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในปี 2026 การดูแลสุขภาพใจจะเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงนามธรรม สู่การลงทุนที่ตั้งเป้าและวัดผลได้จริง ทั้งด้าน stress resilience, mental fitness, mindfulness เชิงตัวชี้วัด และเครื่องมือดิจิทัลที่ดูแลสุขภาพใจแบบเฉพาะบุคคล
" ในปีนี้สิ่งที่อยากจะเตือนคือ สุขภาพจิต ทุกคนต้องดูแลตัวเองเรื่องนี้ให้ดีเป็นพิเศษ พอจิตไม่ดี นอนก็จะไม่ดี นอนไม่ดี ก็จะกินเลว และอ้วนและเกิดเป็นโรคต่างๆ เพราะฉะนั้นต้นตอของสิ่งเหล่านี้คือความเครียด หมออยากให้ปีนี้เป็นปีแห่งการนั่งสมาธิและนอนให้ดีที่สุด
เรื่องการนอนหลับและการทำสมาธิจะมาแรงมาก เนื่องจากคนรุ่นใหม่เผชิญความเครียดสูงสุดในประวัติศาสตร์ ..โดยประเทศไทยโชคดีที่มีจุดแข็งของการเป็นเมืองพุทธ เราเชี่ยวชาญเรื่องการนั่งสมาธิ หรือคำสอนเรื่องการปล่อยวาง .. ทำให้ต่างชาติเข้ามาบ้านเราเพื่อมาชาร์ตพลังจิตกันเยอะมาก .. อย่างที่เราเห็นในเรื่อง White Lotus การถอดรองเท้า การนั่งสมาธิ กลายเป็นความหรูหรารูปแบบใหม่" นพ.ตนุพลกล่าว
สำหรับ Sleep Economy หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะเกี่ยวกับอะไรบ้างนั้น จะเกี่ยวข้องตั้งแต่ระบบแสง เสียงอุณหภูมิ จังหวะชีวิต สภาวะใจก่อนนอน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็คือธุรกิจที่เกี่ยวกับการนอนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอน แอปพลิเคชันช่วยเรื่องการนอนหลับ หรืออาหารเสริมต่างๆ เพราะการนอนดีจะเท่ากับฮอร์โมนสมดุล และมีภูมิคุ้มกันแข็งแรง อารมณ์นิ่ง ย่อมเป็นพื้นฐานของการมี Healthspan หรืออายุขัยสุขภาพที่ยาวนานขึ้น
4. Wellness Tourism 2026 เที่ยวเพื่ออัปเกรดชีวิต
นพ.ตนุพลระบุว่า อยากให้การท่องเที่ยวไทย โปรโมทภาพของประเทศไทยให้เป็น Land of Life คือการมาเพื่อจะฟื้นฟู 'ชีวิตที่ดีขึ้น'
ทั้งนี้ คาดการณ์อัตราการเติบโตของ Wellness Tourism ปี 2024-2029 อยู่ที่ 9.1% ต่อปี คาดการณ์มูลค่าตลาด ปี 2026 อยู่ที่ 1,077.8 พันล้านดอลลาร์ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 8.3% ของการท่องเที่ยวทั้งหมด และคิดเป็น 17.6% ของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเน้น preventative diagnostics, โปรแกรมยืดอายุแบบ evidence-based, Scientific Wellness และประสบการณ์ที่ทำให้กลับบ้านไปแล้วเหมือนได้ชีวิตกลับคืนมา
5. Public Health & Prevention & Personalized Medicine
แกนหลักของปี 2026 คือการเปลี่ยนจาก “รักษาโรค” ไปสู่ “จัดการความเสี่ยงก่อนเกิดโรค” ภายใต้ 3 แนวคิดสำคัญ ได้แก่ Predictive (คาดการณ์ความเสี่ยง) Preventive (ป้องกันก่อนป่วย) และ Personalized (เฉพาะบุคคล) โดยเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล และออกแบบโภชนาการ การนอน และการออกกำลังกายแบบ precision เพื่อลดโอกาสการเข้ารพ.ตั้งแต่ต้น
Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในช่วงปี 2024–2029 ระบุว่า ตลาด Public Health, Prevention & Personalized Medicine มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4.7% โดยในช่วง 2019–2024 ภาค Public Health & Prevention เติบโตถึง 9.2% ขณะที่ Personalized Medicine เติบโต 6.8% และหากพิจารณาเฉพาะปี 2023–2024 การเติบโตของ Public Health & Prevention ชะลอลงเหลือ 4.4% แต่ Personalized Medicine กลับเร่งขึ้นเป็น 7.8% สะท้อนทิศทางโลกที่ประชาชนและภาคเอกชนหันมาลงทุนกับการตรวจลึก รู้ก่อน และป้องกันก่อนอย่างจริงจัง
นพ.ตนุพลยกตัวอย่างธุรกิจในกลุ่มนี้เติบโตมาจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สำคัญ เช่น เทรนด์การตรวจลึกระดับพันธุกรรม (DNA), การวัดความยาวเทโลเมียร์ (Telomere) เพื่อดูอายุเซลล์จริง, และการจัดวิตามินเฉพาะบุคคล (Customized Vitamins) ตามผลเลือด ซึ่งจะทำให้การดูแลตนเองมีความแม่นยำและเหมาะสมกับร่างกายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทราบถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ในอนาคตด้วย
6. อาหารสุขภาพ, โภชนาการ และการลดน้ำหนัก
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 7.1% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 และมีมูลค่าแตะ1,364.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026
ยกตัวเอย่างเช่น อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป อาหารที่เน้นลินทรีย์ในลำไส้ (Probiotics) เช่น กะหล่ำปลีออร์แกนิค หรืออาหารบำรุงสมอง (Brain Food) กลุ่ม GLP-1 lifestyle การกินที่ยั่งยืน อาหารประเภท Plant-Based เป็นต้น
7. Workplace Wellness 2.0
Workplace Wellness คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 2.2% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 โดยมองว่าแต่ละแห่งจะต้องสามารถยกระดับสุขภาพแรงงาน เพราะจะได้ทั้งกำไรและ Productivity และลดภาระสุขภาพในภาพรวม แม้อัตราการเติบโตของหมวดนี้ไม่สูงมาก แต่เทรนด์ความจำเป็นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางโลกการทำงานที่ตึงเครียด และแนวโน้มทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ การสนับสนุนการนอน รวมไปถึงการสนับสนุนสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี
นพ.ตนุพลกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญก็คือ Incentive เป็นเรื่องที่ต้องลงทุน การมีรางวัลให้จะผลักดันให้พนักงานอยากที่จะคว้ารางวัลมา เช่น การให้รางวัลคนที่มีมวลกล้ามเนื้อได้มากที่สุด การให้รางวัลพนักงานที่สุขภาพดี สิ่งเหล่านี้จะสนับสนุนให้พนักงานดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ส่วนบริษัทก็จะได้พนักงานที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
8. AI for Wellness
AI จะเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือที่สามารถ 'วัดผล' กิจกรรมต่างๆได้จริง เช่น การมีสายรัดข้อมือ ที่บ่งบอกคุณภาพสุขภาพของร่างกาย ตัวชี้วัดเรื่องของการนอน อายุชีวภาพต่างๆ ฯลฯ เพื่อคัดครองความเสี่ยง แจ้งเตือนเชิงป้องกัน ออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคลและติดตามผลแบบเรียลไทม์
" AI จะเข้ามาในทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่ Wellness ซึ่งก็จะเหมาะมากเพราะสามารถติดตามสุขภาพของมนุษย์ได้แม่นยำขึ้น เพราะปกติเจอหมอไม่ได้ทุกวัน แต่เครื่องมือเหล่านี้จะสามารถวัดและรายงานผลได้ และลดภาระของแพทย์ซึ่งมีจำนวนน้อยลงได้ด้วย" นพ.ตนุพลระบุ
ประเทศไทยควรเน้นไปที่ 4 แกนหลักสำคัญ
นพ.ตนุพล ยังเสนอเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยควรวางตำแหน่งและลงมือทำ 4 แกนหลังสำคัญ เพื่อคว้าโอกาสด้าน Wellness ในปี 2026 เพราะหาก 'ช้า' ประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่งเบนเข็มมาด้านนี้ อย่าง สิงคโปร์ หรือ อินโดนิเซีย ก็เป็นคู่แข่งที่มีโอกาสเช่นกัน
อย่างไรก็ตามยังมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูง และสิ่งหนึ่งที่ประเทศอื่นแตกต่างออกไป คือ 'ความเป็นไทย' ที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในด้านบริการต่างๆ
ทั้งนี้ 4 แกนหลักที่ไทยมีศักยภาพโดดเด่น ได้แก่
- Wellness Tourism 2026 การท่องเที่ยวเพื่ออัปเกรดสุขภาพ
- Wellness Real Estate & Healthy City เมือง อาคาร และออฟฟิศที่เอื้อต่ออากาศดี นอนดี และการเคลื่อนไหว ลดภาระสุขภาพระยะยาว
- Mental Wellness & Sleep การลงทุนกับสุขภาพใจและการนอน ซึ่งเป็นฐานของแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่
- Healthspan & สังคมสุขภาพดี หากไทยยกระดับ Healthspan จาก 67 ปี เป็น 75 ปี หรือใกล้เคียงอายุขัยเฉลี่ยได้ จะสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
โดยเน้นย้ำว่า มีผลวิจัยออกมาแล้วว่าทุกการลงทุนของประเทศ 1 บาท จะได้ผลลัพธ์กลับมา 35 บาท ซึ่งการลงทุนนั้นไม่จำกัดว่าจะลงอย่างไร ตอนนี้ของแค่ให้ทุกฝ่าย รวมถึงภาครัฐ 'ลงมือทำ' อย่างจริงจัง เพื่อที่จะไม่พลาด 'ปีทอง' ของ Wellness และกลายเป็น Wellness Hub อย่างแท้จริง.


