วิจัย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ เผย ‘จีโนมิกส์ไทยแลนด์’ คุ้ม! ลง 1 ได้คืน 6.5 เท่า
จุฬาฯ เผยผลงานวิจัยความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของระบบเศรษฐกิจสุขภาพไทย ชี้ ‘จีโนมิกส์ไทยแลนด์’ คุ้มค่า ลงทุนได้คืน 6.5 เท่า
KEY
POINTS
- ผลการศึกษาวิจัยความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (SROI) โดย สวรส. และจุฬาฯ ชี้ว่าโครงการ "จีโนมิกส์ไทยแลนด์" มีความคุ้มค่าในการลงทุนสูงมาก
- ทุกการลงทุน 1 บาทในโครงการ สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนมาเป็นมูลค่า 6.51 - 6.58 บาท หรือคิดเป็น 6.5 เท่า
- โครงการนี้เป็นการแพทย์แม่นยำที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) กว่า 5.6 หมื่นล้านบาท
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีใหญ่ “Report and Engage” เปิดผลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (SROI) ของระบบเศรษฐกิจสุขภาพไทย หรือ SROI เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ กล่าวว่า สวรส. ได้สนับสนุนทุนวิจัยโครงการนี้ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “โครงการ SROI” ซึ่งมี ดร.พรพจน์ ศรีดัน จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากการเล็งเห็นปัญหา หรือ Pain Points สำคัญ 4 ประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพไทย ได้แก่
- การขาดฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy)
- การขาดข้อมูลสถานประกอบการ
- การขาดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ
- การขาดแผนธุรกิจและการตลาดที่เป็นระบบ (Business Model Canvas: BMC)
“แม้ไทยจะมีรายได้จากเศรษฐกิจสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดเหล่านี้คืออุปสรรคใหญ่ในการก้าวไปข้างหน้า สวรส. จึงร่วมกับ จุฬาฯ ทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และวางแผนธุรกิจที่เป็นระบบ โดยใช้วิธีวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) และเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ขั้นสูง เช่น SROI, CBA และ BMC มาวิเคราะห์ใน 4 ด้านหลักตามกรอบสากล คือ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ความงาม, อาหารสุขภาพ และการแพทย์ป้องกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลจริงและแผนธุรกิจที่ใช้ได้ทันที” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวเน้นย้ำ
ดร.พรพจน์ ศรีดัน หัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอผลการศึกษา หนึ่งในนั้น คือ “โครงการแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย” (Genomics Thailand) ซึ่งเป็นการแพทย์แม่นยำและการรักษาเฉพาะบุคคล
โดยผลวิจัยพบว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุนสูงมาก มีอัตราผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงถึง 6.51 - 6.58 เท่า กล่าวคือ งบประมาณทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนไป จะสร้างผลลัพธ์คืนสู่สังคมไทยกลับมาคิดเป็นมูลค่ากว่า 6.5 บาท ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) กว่า 5.6 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้นแล้วยังได้ให้ข้อมูลงานวิจัยในพื้นที่ 6 จังหวัดนำร่อง ปั้นของดีสู่สากล ซึ่ง ดร.พรพจน์ ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์ศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพในระดับพื้นที่ 6 จังหวัดสำคัญ ดังนี้
น่าน (เมืองสมุนไพร)
- โครงการ Thai Cosmetopoeia พัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ใบหมี่” สร้างรายได้ก้าวกระโดดให้วิสาหกิจชุมชน มี SROI สูงถึง 1.33 เท่า
- โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสุขภาพ (สสจ.น่าน) มี SROI 1.21 เท่า
ภูเก็ต (Wellness Gateway)
- โครงการ ศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามัน (มอ.ภูเก็ต) โดยเฉพาะวิทยาลัยสุขภาพนานาชาติ มีความคุ้มค่าสูงมาก (SROI 1.24 เท่า)
- โครงการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างมูลค่ากว่า 208 ล้านบาท (SROI 0.29 เท่า)
เชียงใหม่ (Wellness Routes)
- ชูจุดเด่นวัฒนธรรมล้านนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3 เส้นทาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 156 ล้านบาท (SROI 0.39 เท่า)
- โครงการเมืองอุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลก (SROI 0.11 เท่า) แม้ตัวเลข SROI ยังไม่สูงแต่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว
ขอนแก่น (Next Food Center)
- มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพครบวงจร สร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบอีสาน มี SROI 0.52 เท่า โดยผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุดถึง 70%
กระบี่ (อาหารเป็นยา)
- ชูจุดขาย “อาหารปลอดภัย” ผสานการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มี SROI 0.32 เท่า สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงท้าย ทีมวิจัยได้เสนอแนะเชิงนโยบายให้ภาครัฐเร่งจัดทำ “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจสุขภาพแห่งชาติ” ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน และยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการสู่สากล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ


