4 ทักษะเร่งด่วน 'นอกห้องเรียน' ที่คนไทยควรมีรวมถึง 'การรับมือภัยพิบัติ'
'การรับมือภัยพิบัติ-การเงิน-ดิจิทัล-สุขภาพ' 4 ทักษะ (Literacy) ทึ่คนไทยไม่เคยเรียนในห้องเรียน แต่ควรมีติดตัวใน พ.ศ.นี้!
KEY
POINTS
- 4 ทักษะชีวิตนอกห้องเรียนที่จำเป็นสำหรับคนไทยในยุคปัจจุบัน ได้แก่ การรับมือภัยพิบัติ, การเงิน, ดิจิทัล และสุขภาพ
- ทักษะการรับมือภัยพิบัติมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะอุทกภัย การเตรียมพร้อมส่วนบุคคลจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความสูญเสีย
- ทักษะด้านการเงินช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและส่งเสริมการออม ส่วนทักษะดิจิทัลจำเป็นต่อการทำงานในยุคใหม่และป้องกันภัยออนไลน์
- ความเข้าใจด้านสุขภาพ (Health Literacy) ช่วยให้สามารถป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพหลักของคนไทย และไม่ตกเป็นเหยื่อการรักษาที่เกินจริง
ในยุคที่ใครๆ ต่างเสาะแสวงหาความมั่งคั่งให้กับชีวิต และมองว่า 'ความมั่งคั่ง' นั่นคือ 'ความมั่นคง'
แต่สุดท้ายเรากลับได้เห็นภาพ 'บ้าน' ที่จมมิดอยู่ใต้น้ำพร้อมกับทรัพย์สิน ที่แทบจะหามาทั้งชีวิต
น้ำมา ผ่านไป แต่ดินโคลน ความเศร้าหมอง และความสูญเสียจะตามมาอีกเป็นขบวนไม่จบสิ้น
การรับมือกับภัยพิบัติมีหลายมิติที่ซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นระบบการจัดการของผู้มีอำนาจหรือภาครัฐ ที่ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มๆ
แต่อีกส่วนคือ 'ทักษะการรับมือกับภัยพิบัติ' ของแต่ละบุคคลที่ควรจะมีเพื่อรับมือกับ 'ภัยพิบัติ' ที่จะเกิดกับตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้ และมากขึ้นด้วยใน พ.ศ.นี้ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจากปัญหา 'โลกร้อน' ได้นำมาซึ่งภัยพิบัติที่หนักหน่วงกว่าครั้งไหนๆ
ตอนนี้โลกร้อนขึ้นแค่เพียง 1.55 องศาเซลเซียส ยังขนาดนี้ ถ้าในปี 2100 ที่มีการคาดการณ์ว่าหากไม่มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงจัง อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส หรืออีก 2 เท่าจะขนาดไหน!
ในขณะเดียวกัน เสียงร้องระงมขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน ที่ติดอยู่ในบ้านที่มืดโดนตัดทั้งน้ำ-ไฟ ขาดอาหารยังชีพรับประทาน ทำได้แค่เพียงการร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งการช่วยเหลือก็ไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว และการบริหารจัดการของภาครัฐที่ไร้การรวมศูนย์ฯ สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนน่าเศร้าอย่างแท้จริง
ผู้เขียนจึงอยากที่จะชวนคนไทย ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหน อย่าประมาทว่าตนเองจะไม่เผชิญกับเหตุการณ์อย่างใน 'หาดใหญ่' และควรสำรวจตนเองว่ามีความรู้ความเข้าใจและทักษะกับการรับมือกับภัยพิบัติมากน้อยเพียงใดด้วยเช่นกัน
เพราะนี่คือ 'ทักษะชีวิต' ที่คนทุกคนควรมีแล้ว ในยุคนี้
การรอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง ต้องควบคู่กับ 'ความรู้ประดับตัว' นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการเพิ่ม 'ทักษะ' ชีวิตที่เข้ากับยุคสมัย
โพสต์ทูเดย์ จึงอยากจะเน้น 4 ทักษะที่คนยุคนี้ควรมีติดตัว ดังนี้
1. Disaster preparedness literacy (ทักษะการรับมือภัยพิบัติ)
หลายคนเสพข่าว #น้ำท่วมหาดใหญ่ และคิดว่า 'ไม่อยู่ภาคใต้' มองเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่แท้ที่จริงแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเสี่ยงต่อเกิดภัยพิบัติทุกที่
รายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า 'ความเสี่ยงด้านอุทกภัย' (flood risk) ของไทยอยู่ที่ อันดับ 9 ของโลกจาก 180 ประเทศ และถ้าไทยไม่ปรับตัวการเกิด 'น้ำท่วม – ภัยแล้ง' อาจรุนแรงมากขึ้น
สอดคล้องกับรายงานของ TDRI ชี้ว่า 'ไทยติดกับดักมองสั้น' ในเรื่องการลงทุนด้านมาตรการลดความเสี่ยง (mitigation) และเตือนว่าการวางแผนรับมือภัยพิบัติของไทยยังไม่เพียงพอ โดยระบุว่าควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดความเสี่ยงน้ำท่วมให้มากขึ้น
เมื่อข้ามมามองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยทุกปี ย้ำว่าทุกปี! ในปี 2023 สภาพัฒน์ ได้ออกมาระบุว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบอุทกภัยมากกว่า 40,000 ครั้ง ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 12.59 ล้านล้านบาท
หากเอา 40,000 ครั้งหารด้วย 30 ปี จะพบว่า เกิดอุทกภัยปีละเกือบ 1,400 ครั้งต่อปี!
จากข้อความสั้นๆ แค่นี้ก็คงจะพอเห็นได้ว่า 'โอ้ การบริหารจัดการด้านภัยพิบัติของไทย ยังบกพร่องแน่ๆ!' แล้วคนไทยจะนั่งรอความช่วยเหลือจากการบริหารที่บกพร่องอย่างนั้นหรือ! แน่นอนว่าคนไทยจะช่วยกันเรียกร้องอยู่แล้ว (เลือกตั้งคราวหน้าก็ดูพรรคที่มีมาตรการแก้ปัญหาทำได้จริงดีกว่า) แต่น้ำท่วมมาทุกปี การรอคอยอาจจะไม่ใช่คำตอบ คนไทยจะต้องมาดูว่ามีอะไรที่ส่วนตัวจะพอทำได้บ้างเช่นกัน เช่น
- รู้ว่าพื้นที่ๆ ตนเองอยู่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น เข้าใจว่าพื้นที่บ้านของตนเองเสี่ยงน้ำท่วมมากน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญคือ ไม่เอาความคุ้นชินในอดีตมาตัดสินว่าจะไม่เกิด กรณีของ 'หาดใหญ่' ที่เกิดขึ้นนั้น ก็เพราะมองว่าน้ำจะไม่ท่วมเนื่องจากมีการขุดคลองเพื่อรองรับน้ำท่วมแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือปรากฎการณ์ฝนที่ตกลงมาคนละเส้นทางจากที่เคยตก และมีการตกแช่นาน จึงทำให้ปริมาณมากกว่าปกติ
สิ่งที่ทำให้เราต้องเรียนรู้นอกจากเข้าใจว่าพื้นที่บ้านเสี่ยงมั้ยก็คือ การติดตามข้อมูลและการเตือนภัยจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และใช้ทักษะการประเมินเบื้องต้นของตนเอง การประเมินครอบครัวและความพร้อมของตนเองสำคัญมาก เช่นว่า คนที่มีผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียง จะต้องมีการประเมินที่อ่อนไหวกว่า บ้านที่มีคนที่มีสมาชิกน้อยและแข็งแรง หรือ บ้านของตนนั้นเป็นพื้นที่ต่ำกว่าที่อื่น จึงอ่อนไหวต่อการน้ำท่วมเป็นพิเศษ เป็นต้น
- วางแผนล่วงหน้า
เช่น เตรียมแผนอพยพ เส้นทางอพยพว่าจะไปที่ไหน นอกจากนี้ยังต้องประเมินทรัพย์สิน สิ่งของมีค่า ควรหาที่เก็บป้องกันน้ำไว้ก่อน หรือหาที่เก็บที่ไม่เสี่ยงต่อภัยพิบัติอีกต่อไป ถ่ายภาพเอกสารสำคัญเก็บไว้ในอีเมลล์หรือ Cloud ให้หมด
นอกจากนี้ยังต้องวางแผนช่องทางการติดต่อระหว่างสมาชิก เช่น หากพลัดหลงกันจะต้องไปเจอกันที่จุดรวมตัวใด
- การจัดชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน
สิ่งที่เราเรียนรู้เมื่อเกิดเหตุคือ จะมีการขออาหาร น้ำ อยู่ตลอดเวลาเมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่บางครั้งหน่วยช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงต้องมีการอดข้าว หรือกินน้ำฝน ซึ่งบางครั้งก็ไม่สะอาด เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยตามมา
แต่ละครอบครัวจำเป็นจะต้องเตียมอาหารและน้ำไว้อย่างน้อย 3-7 วัน รวมไปถึงยารักษาโรค ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง เสื้อชูชีพ และเอกสารสำคัญ
ย้ำว่า ความรู้พื้นฐานด้านการรับมือภัยพิบัติเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ 'ภัยพิบัติ' เข้ามาประชิดทุกด้าน
2. Financial Literacy (ทักษะด้านการเงิน)
แม้ว่าผลสำรวจในปี 2565 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ว่า คนไทยมีพัฒนาการของระดับทักษะทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 71.4 สูงขึ้นจากปี 2563 ที่ร้อยละ 67.4 และอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการสำรวจทักษะทางการเงินของ OECD
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนผู้มีจำนวนเงินออมเผื่อฉุกเฉินที่เหมาะสมหรือตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปนั้น กลับมีสัดส่วนลดลงในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีสัดส่วนผู้มีจำนวนเงินออมที่เหมาะสมเพียงร้อยละ 3.5 เท่านั้น เมื่อเทียบกับภาพรวมคนไทยที่ร้อยละ 22.4 และคนไทยมีเงินสำรองที่สามารถใช้ได้เกิน 3 เดือนถ้าหยุดงานฉับพลัน เพียง 38% เท่านั้น!
ประกอบกับตัวเลข 'หนี้ครัวเรือน' ที่ก็รู้ว่าหนี้ครัวเรือนไทยสูงมาก คืออยู่ที่ 86% ของ GDP
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยข้อมูลว่ารายเฉลี่ยหนี้ต่อครัวเรือนในปี 2568 อยู่ที่ ประมาณ 740,596 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นกว่า 22% จากปีก่อน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งเป็นหนี้เครดิตมากที่สุด 46.8% รองลงมาคือบ้าน 40% และ รถ 37.1%
โดย TDRI ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือของคนไทยนั้น เป็นผลมาจากการ 'ขาดความรู้พื้นฐานทางการเงิน' ขาดความรู้เรื่องการคำนวนดอกเบี้ย การเข้าใจการลงทุน และการกระจายความเสี่ยง
ที่สำคัญคนไทย 'เห็นความสำคัญของเงินออม' แต่ขาดการปฏิบัตินั่นเอง ซึ่งควรส่งเสริมการออมและทักษะความรู้ทางการเงินตั้งแต่เด็ก
3. Digital literacy (ทักษะดิจิทัล)
คือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเข้าใจและปลอดภัย รวมถึงทักษะการแยกแยะข้อมูลจริงในแพลตฟอร์มออนไลน์ และเห็นความสำคัญของ 'ข้อมูลส่วนบุคคล' ในพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น
ความรู้เรื่อง 'ดิจิทัล' จึงเป็นทั้งโอกาส และการลดความเสี่ยง
โอกาส คือ ทักษะนี้นำมาซึ่งประสิทธิภาพด้านการทำงานและอาชีพ ในรายงานของ TDRI Quarterly review ฉบับเดือน มิ.ย. 2025 ระบุว่าทักษะดิจิทัล เช่น ทักษะ AI, data science, Internet of Things (IoT) เป็นต้น กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของเศรษฐกิจใหม่ในระดับโลกและไทย
นอกจากนี้ ในรายงาน Thailand AI Readiness Assessment Report 2025 TDRI ระบุว่าประเทศไทยยังมี 'ช่องว่างทักษะ' ด้าน AI อย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้องมีความรู้ดิจิทัลเชิงลึก (digital skills) และ 'AI literacy' เพื่อใช้และควบคุมเทคโนโลยีได้อย่างรับผิดชอบ
ส่วนการลดความเสี่ยงก็คือ การไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือ ตกเป็นทาสการตลาดยุคใหม่ที่เน้นกลเม็ดทางดิจิทัลมากเกินไปจนละความเป็นจริง
4. Health Literacy (ทักษะด้านสุขภาพ)
คือ ความสามารถในเรื่องข้อมูลสุขภาพ เข้าใจข้อมูลทางการแพทย์พื้นฐาน ตัดสินใจเลือกบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม และดูแลป้องกันตัวเองจากโรคได้
ปัญหาใหญ่ที่พบและสะท้อนได้ดีว่า 'คนไทยยังขาดความตระหนักเรื่อง Health Literacy อยู่มาก' คือ โรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นโรคที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เช่น หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง ไตวาย ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่พบมากที่สุดในประเทศไทย
แค่เฉพาะตัวเลข โรค NCDs ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทสูญเสียไป มากแค่ไหนก็คือ เกือบ 10% ของ GDP ประเทศ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก
โรคเหล่านี้จะแก้ด้วย Health Literacy อย่างไร นั่นก็เพราะโรคเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถป้องกันได้ หากคนไทยเข้าใจวิธีการป้องกัน และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตนเองนั่นเอง
นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบัน Health Literacy ยังเป็นเกราะป้องกัน การตกเป็นเหยื่อของ การรักษาที่แอบอ้างและอวดเกินจริง เช่น วิธีการรักษาที่ยังไม่ได้การรับรองอย่างถูกต้องในทางวิทยาศาสตร์ หรือจากหน่วยงานกำกับ หรือยาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจใช้ยาหรือรักษาในทางที่ผิด เสี่ยงทั้งค่าใช้จ่ายและเอาร่างกายตัวเองไปเสี่ยงต่อการเพิ่มความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นด้วย
.....
และนี่คือ 4 ทักษะยุคนี้ ที่ใครมีไว้ ก็จะไม่ตกยุค และตกเป็นเหยื่อของทั้ง 'ภัยพิบัติ , หนี้สิน , มิจออนไลน์ , โรคภัยและความเจ็บป่วย'.
อ้างอิง
https://www.bot.or.th/content/dam/bot/image/research-and-publications/2565ThaiFLsurvey.pdf
https://www.thaichamber.org/news/view/591/3962/สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย-2568
https://tdri.or.th/2024/10/press-release-ac2024-2
https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1051922
https://www.who.int/thailand/activities/NCDs_Investment_Case_Report


