posttoday

หมดยุคเพิ่ม 'อายุขัย' ก้าวสู่ยุค 'Health Span - เพิ่มอายุสุขภาพ'

18 พฤศจิกายน 2568

Longevity แม้จะแปลได้ตรงตัวว่า 'ศาสตร์แห่งการทำให้อายุยืนยาว' แต่มุมมองใหม่มองว่า อายุยืนควรจะควบคู่กับ 'การมีสุขภาพดี' หรือ Health Span ไปด้วย

KEY

POINTS

  • แนวคิดด้านการมีอายุยืนยาวกำลังเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นแค่ "อายุขัย" (Life Span) ไปสู่ "อายุสุขภาพ" (Health Span) ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและปราศจากโรคร้ายแรง
  • แม้คนไทยจะมีอายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 77.4 ปี แต่มีอายุสุขภาพเฉลี่ยเพียง 67.3 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยใช้ชีวิตช่วง 10 ปีก่อนเสียชีวิตไปกับความเจ็บป่วย
  • การมีอายุยืนยาวแต่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัว
  • แนวทางการเพิ่มอายุสุขภาพคือการหันมาให้ความสำคัญกับการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อดูแลตนเองตั้งแต่ยังไม่ป่วย

Longevity หากแปลตรงตัวนั่นคือ ‘การยืดอายุขัย’ เพื่อทำให้จำนวนขวบปีของมนุษย์ยืนยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่วงการต่างๆ พยายามเอาชนะอุปสรรคมายาวนาน เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ในยุคใหม่ของ Longevity วงการแพทย์และสาธารณสุขเริ่มมองตรงกันว่า การยืดอายุขัยเพียงอย่างเดียว ไม่ได้การันตีถึง 'คุณภาพชีวิต' อย่างที่มนุษย์ถวิลหาเลยสักนิด

 

 

ยืดอายุขัย แต่ไม่ยืดคุณภาพชีวิต

 

ทำไมแนวคิด ‘การยืดอายุขัย’ จึงถูกท้าทายมากขึ้น?

 

หลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะประเทศที่มีระบบสาธารณสุขเข้าถึงง่าย เพราะนวัตกรรมการแพทย์ ยา และเทคโนโลยีชีวภาพทำให้มนุษย์มีชีวิตรอดจากโรคต่างๆ ได้มากขึ้น อายุขัยจึงยืดยาวกว่าในอดีตหลายเท่า

 

แต่ในโลกความจริง ไม่ใช่ทุกการรักษาจะพาผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมเสมอไป

 

อาทิ มีอายุยืนยาวก็จริง แต่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และเป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพ เพราะต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตามมาด้วยค่าใช้จ่าย ค่าดูแลผู้ป่วย ภาวะพึ่งพิง และปัญหาสุขภาพจิตในครอบครัวที่รับหน้าที่ดูแลผู้สูงวัย

 

จาก รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568) ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า

  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มี ความชุกของโรค NCDs สูงที่สุด
  • และยังพบ สัดส่วนภาวะพึ่งพิงสูงถึง 28% ไม่ว่าจะเป็นการติดบ้าน ติดเตียง หรือพิการจากการหกล้มและโรคเรื้อรัง

 

ขณะเดียวกัน จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า  ประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 31 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับ พ.ศ.2537  นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงวัยกว่า 99% ยังเป็นภาระงบประมาณของรัฐ

 

ซึ่งมีนักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนออกมาเตือนว่า อัตราเติบโตของ GDP อาจ ไม่ทันค่าใช้จ่ายด้านโรค NCDs ในอนาคตด้วยซ้ำ

 

นี่จึงเป็นจุดที่ ‘การยืดอายุขัย’ โดยไม่สนใจว่าจำนวนขวบปีที่ยืดออกมานั่น ถูกท้าทายและตั้งคำถามอย่างหนัก เพราะมองเห็นแล้วว่ามีปัญหาทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจโดยรวม

 

Health Span  หลักคิดใหม่ของยุคนี้!

 

คำว่า ‘อายุขัย’ ถูกเรียกว่า Life Span

ในขณะที่ Health SPan จะถูกเรียว่า 'อายุขัยทางสุขภาพ' หรือ 'อายุสุขภาพ'

เป็นการวัดว่าคนจะอยู่ในสภาวะที่ ‘สุขภาพดี’ นานกี่ปี โดยสุขภาพดีในที่นี้จะหมายถึงการไม่มีโรคร้ายแรง ความเจ็บป่วยรุนแรง หรือความพิการที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต สามารถเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตได้ตามที่อยากทำ

 

ในประเทศไทย สถิติทำให้เห็นภาพว่าช่องว่างของ ‘อายุขัย’ (Life Span)  และ ‘อายุสุขภาพ’ (Health Span) ยังมากเกินไปเมื่อเทียบกับสถิติโลก

 

อ้างอิงจาก BDMS Wellness Clinic พบว่า

  • ปัจจุบันค่าเฉลี่ยทั่วโลกมี อายุขัยอยู่ที่ 73.6 ปี ในขณะที่อายุสุขภาพกลับอยู่ที่ 63.6 ปี
  • ส่วนประเทศไทยมีอายุขัยที่ 77.4 ปี ในขณะที่อายุสุขภาพของคนไทยอยู่ที่ 67.3 ปี

 

ซึ่งเท่ากับว่าคนไทยจะป่วย มีโรค แย่สุดคือต้องพิการหรือติดเตียง

ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพถาโถม 10 ปีก่อนเสียชีวิต

 

…..

 

ดังนั้น ในโลก Longevity ในยุคนี้จึงมองว่า ความสำเร็จของการมีชีวิตที่ยืนยาว ต้องมีสุขภาพที่ดีไปด้วย เพราะคงไม่มีใครอยากเห็น 10 ปีท้ายของชีวิตในแบบที่ต้องอยู่รักษาโรคตลอดเวลา หรือในฝั่งรัฐเองก็คงยังไม่อยากรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

 

ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทั้งในเรื่อง Preventive Health หรือ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน, Preventive Medicine หรือ การแพทย์เชิงป้องกัน, Wellness หรือการดูแลสุขภาพเชิงองค์รวม และนวัตกรรมการแพทย์ตั้งแต่การตรวจพันธุกรรม คัดกรองความเสี่ยง ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านภูมิคุ้มกันบำบัด

 

ยกตัวอย่างเช่น จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568)  ได้มีการจัดทำข้อเสนอหนึ่งซึ่งบอกว่า ควรจะขยายการคัดกรองโรค NCDs นี้ไปยังกลุ่มประชากรอายุน้อยที่มีปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันเน้นดำเนินการในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่อันที่จริงแล้วกลุ่มต่ำว่า 35 ปี ก็เริ่มมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการคัดกรองได้เร็วขึ้น

 

และที่สำคัญที่สุดคือ สุขภาพดีต้องเริ่มตั้งแต่ 'ตอนที่ยังไม่ป่วย'

 

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ใช่ ‘ภารกิจทางการแพทย์’ เพียงอย่างเดียว แต่สังคมต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หรือแม้แต่ประชาชนเอง ก็ต้องมี ‘Health Literacy’ หรือความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพที่ถูกต้อง

 

เพราะคงไม่มีใครบังคับให้เรากินดี ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพจิตได้ ถ้าไม่เริ่มต้นที่ตัวเราเอง.

ข่าวล่าสุด

ปรับทัพสู้ศึกพลังงาน! SMART HOME ตรึงราคาช่วยผู้บริโภค ปรับเป้าทั้งปี 2,000 ล้านบาท ดึงมอเตอร์ไซต์ EV ปั้มยอด