posttoday
เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

10 พฤศจิกายน 2568

เมื่อโลกขยับเข้าสู่ยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่ ‘อายุยืน’ แต่ต้องการ ‘สุขภาพดีที่ยืนยาว’ Wellness Economy 5.0 จะกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของเศรษฐกิจไทย ได้อย่างไร?

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) เป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยคาดว่าตลาดโลกจะมีมูลค่าเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2028 ขณะที่ไทยมีอัตราการเติบโตเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2022-2023
  • ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากสังคมสูงวัย ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และความเครียด โดยมีเป้าหมายเพื่อยืด 'Health Span' หรือช่วงเวลาที่คนมีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด
  • ไทยมีจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่เติบโตสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีโอกาสในธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Realestate) 
  • มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ภาครัฐสนับสนุนอย่างจริงจังเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาวะ (Wellness Hub) เช่น การกำหนดภาพลักษณ์ให้ชัดเจน และมาตรการลดหย่อนภาษี 

ท่ามกลางการมองหาทางรอดและทางออกของ ‘เศรษฐกิจไทย’ หลายฝ่ายต่างจับจ้องมาที่เรื่องของ ‘ธุรกิจสุขภาพ’ หรือหากจะเจาะจงลงไปมากกว่านั้นคือ ‘Wellness Economy’ หรือ ‘Longevity Economy’ 

 

ตามรายงานการคาดการณ์ของ GWI (Global Wellness Institute) คาดการณ์ว่า ตลาดนี้จะเติบโตเฉลี่ยราว 7.3 % ต่อปี ระหว่างปี 2023–2028 และจะเติบโตถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2028

 

การเติบโตดังกล่าว เกิดขึ้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่พอจะสรุปได้ 4 ประการ ที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้ให้มีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดย นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีอสร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า

 

ประการที่ 1  คือเรื่องแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันประเทศไทยขยับมาที่ร้อยละ 28.57% และสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะลด  ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นอย่างมาก และ

ประการที่ 2 คือ ปัญหาเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รวมไปถึงวิกฤตโรคอ้วนและเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยในปี 2563 มีการเสียชีวิต 41 ล้านคนทั่วโลก และเพิ่มมากขึ้นถึง 45 ล้านคนในปี 2565

ประการที่ 3 ความเครียด เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก มากกว่าครึ่งของผู้คนในภาคธุรกิจต้องเผิชญกับความเครียดในที่ทำงานเพิ่มสูงขึ้น

ประการที่ 4 ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์สูงขึ้น  จากปี 2545 - 2563 ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ของกลุ่มประเทศ OECD เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ

 

Health Span ช่องว่างสุขภาพคนไทย - โอกาสทางธุรกิจ

 

แนวคิดหนึ่งซึ่งถูกพูดถึงและเป็นแนวคิดสำคัญของ Wellness ในยุคนี้คือการยืด 'Health Span' ซึ่งต่างจากคำว่า 'Life Span' ที่เราเคยรู้จักกันอย่างสิ้นเชิง อันเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อน Wellness Economy 5.0

 

แต่เดิมมนุษย์สนใจเรื่องการ ‘ยืดอายุขัย’ หรือ Life Span ให้มีอายุที่ยืนยาว แต่กลับพบว่า แม้จะมีอายุที่ยืนยาว แต่ถ้าหากเกิดการเจ็บป่วยในช่วงบั้นปลาย ก็กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

 

แนวคิด Health Span จึงเข้ามาตอบโจทย์ที่สำคัญ นั่นคือ ‘การยืดอายุขัยสุขภาพ’ หมายถึง จำนวนปีที่บุคลลนั้นสามารถมีสุขภาพดีและปลอดโรคเรื้อรังและไม่มีความพิการ

 

นพ.ตนุพล กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเฉลี่ยทั่วโลกและในประเทศไทยนั้นน่าตกใจ โดย Life Span ทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ราว 73.6 ปี ในขณะที่ Health Span กลับอยู่ที่ 63.6 ปี ส่วนประเทศไทยมี Life Span หรืออายุขัยที่ 77.4 ปี ในขณะที่ Health Span ของคนไทยอยู่ที่ 67.3 ปี เท่ากับว่า

 

“ จากตัวเลขเราจะเห็นได้ว่ามนุษย์ทุกคนในโลก ทรมานคนละ 10 ปี ก่อนตาย ก็คือป่วยก่อนตาย” นพ.ตนุพลชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวัลยิ่งกว่า คือ แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า ทำให้อายุไขยืนยาวขึ้น แต่ระยะเวลาที่คนเราต้องทนทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิตกลับ กว้างขึ้นจาก 8 ปีเมื่อปี 2000 กลายเป็น 10 ปีในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 12 ปีในอนาคต!

 

เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

 

ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดควรจะเป็นการทำให้ Health Span ยาวนานที่สุด ซึ่งคือการจากไปอย่างสงบและไม่มีโรค อันเป็น ‘ความใฝ่ฝัน’ ของทุกคน

 

Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของเศรษฐกิจไทย

 

จากความต้องการทางสุขภาพที่เกิดขึ้นนี้ 'ธุรกิจด้านสุขภาพ' จึงเป็นธุรกิจที่ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ประกอบกับทุกวันนี้ ประโยคที่ว่า  ‘การป้องกันดีกว่าการรักษา’  เป็นเรื่องที่วงการสาธารณสุขทั่วโลกพูดถึงกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะการป้องกันทำให้ผู้คนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงได้ และช่วยลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพได้อย่างมหาศาล

สอดคล้องกับแนวคิดของธุรกิจ Wellness ซึ่งหมายถึงการดูแลสุขภาพให้ดีแบบที่เป็น  'สุขภาวะที่ดีอย่างองค์รวม' ทั้งกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงวิถีชีวิตที่ส่งเสริมความสมดุลและคุณภาพชีวิต 

 

นพ.ตนุพลได้ฉายภาพให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจ Wellness อย่างน่าสนใจว่า

 

ในปี 2023 มูลค่าตลาด Wellness ของไทยอยู่ที่ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1.4 ล้านล้านบาท)

อยู่ที่อันดับ 24 จาก 218 ประเทศทั่วโลก

และมีอัตราการเติบโตของธุรกิจ Wellness เป็นอันดับ 1 ของโลก

ที่ 28.4% จากปี 2022-2023

 

ส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของไทยเติบโตสูงถึง 119.5% เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน โดยนักท่องเที่ยว Wellness ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว 60,000-70,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งสูงกว่าการท่องเที่ยวปกติถึง 5-6 เท่า

 

เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

 

นพ.ตนุพลมองว่า การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยนั้น ในขณะนี้อยู่ที่ลำดับที่ 15 ของโลก ซึ่งตกอันดับมาจากในช่วงโควิด 19 ซึ่งเคยอยู่ที่ราวอันดับ 7 ของโลก ทำให้เห็นว่ายังมีช่องว่างที่จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้มากขึ้น

 

“ สิ่งที่ผมหมายมั่นปั้นมือ คือ อยากเห็นประเทศไทยเป็น Wellness Tourism อันดับ 1 ใน 5 ของโลกให้ได้”

 

เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

 

นอกจากนี้ เทรนด์ธุรกิจที่มาแรงในกลุ่มของ Wellness ในปีหน้ายังประกอบไปด้วย Wellness Realestate หรือการสร้างที่พักอาศัย คอนโด หรือโรงแรมที่เน้นสุขภาพเป็นหลัก (Wellness base) เช่น ระบบอากาศที่ดี ไม่มี PM 2.5 ที่นอนที่ส่งเสริมการนอนหลับลึก และการออกแบบพื้นที่ไม่ลื่นสำหรับผู้สูงอายุ

ธุรกิจเกี่ยวกับ Mental Wellness เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความเครียด รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ เช่น การขายเตียง หมอน โคมไฟ แอปพลิเคชันนั่งสมาธิ และผลิตภัณฑ์ช่วยให้นอนหลับลึก

ธุรกิจเกี่ยวกับ Functional Food & Herbal อาหารสุขภาพ และสมุนไพรไทยที่ต้องยกระดับด้วยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (Scientific base) มีการวิจัยสารออกฤทธิ์ที่ชัดเจน (Active Ingredients) เพื่อเพิ่มมูลค่า

และ AI for Wellness / Health Care หรือ การใช้ AI และข้อมูลเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพส่วนบุคคลให้มากยิ่งขึ้น

 

นพ.ตนุพลมองว่า “สุขภาพที่ดีจะกลายเป็นความหรูหราที่ผู้คนจะยอมจ่าย”

 

และสุขภาพจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศ ซึ่งนอกเหนือไปจากการวัด GDP เพียงอย่างเดียวไปสู่การวัด Gross Wellness of People หรือ การวัดที่สุขภาวะโดยรวมของคนทั้งประเทศ!

 

เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

 

 

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อผลักดันให้สำเร็จ!

 

นพ.ตนุพลให้ข้อเสนอแนะว่าหากจะทำให้ประเทศไทยเป็น Wellness Hub ที่ยั่งยืน จะต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง โดยสิ่งที่อยากเห็นได้แก่

  1. การกำหนดธีมระดับชาติ เช่น การสร้างภาพลักษณ์ประเทศแห่ง Wellness Hub Thailand อย่างชัดเจน เพื่อรวมผู้ประกอบการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และทำการประชาสัมพันธ์ระดับโลก ซึ่งควรแยกออกมาจาก Medical Hub ให้ชัดเจน!
  2. มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อจูงใจประชาชน เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการใช้จ่ายด้านสุขภาพ เช่น การสมัครฟิตเนส การซื้อจักรยาน หรือคอร์สโยคะ
  3. การให้รางวัลแก่คนไม่ป่วย เช่น การให้เงินคืนต่อผู้ที่มีสุขภาพดี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาดูแลตัวเอง
  4. การกำกับดูแลและรับรองคุณภาพ เช่น  ต้องมีหน่วยงานกลางมาช่วยรับรองว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านสุขภาพทาง Wellness อันใดเป็นของจริง ของปลอม มีหลักฐานและงานวิจัยที่มารองรับชัดเจน รวมไปถึงการการพัฒนาการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP) ต้องเริ่มดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น เพื่อดึงให้ต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย
  5. การยกระดับสมุนไพรไทย โดยสมุนไพรต้องถูกแปรรูปและวิจัยให้ได้มาตรฐานระดับโลก (เช่น ISO, GMP) เพื่อให้สามารถเขียนข้างกล่องได้ถึงสารออกฤทธิ์ที่ชัดเจน

 

ท้ายนี้ นพ.ตนุพลกล่าวว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีการวิจัยว่า

 

"การลงทุน 1 บาทในการป้องกันโรค มีกำไรสูงถึง 34 เท่า

หรือการลงทุน 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในเรื่องสุขภาพ

จะได้กลับมาที่ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลา 10 ปี"

 

….........

เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

 

จากการสัมภาษณ์ทั้งหมด พบว่า อาจถึงเวลาที่คนไทย นักธุรกิจ นักลงทุน รวมถึงภาครัฐต้องตระหนักว่า ‘สุขภาพที่ดี’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเป็นภาระทางค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอีกต่อไป แต่สามารถปรับเปลี่ยนเป็น ‘ทุนทางเศรษฐกิจของชาติ’ ที่ไทยควรฉวยโอกาสและไม่ควรมองข้าม.

ข่าวล่าสุด

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73