GPMB เตือน อย่าเข้าใจผิดว่าโรคระบาดอย่างโควิดจะเกิดแค่ 1 ครั้งในร้อยปี!
จากรายงานพบว่าในรอบ 100 ปีโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนหลักหลายสิบล้านนั้นมีมากกว่าโควิด 19 เพียงโรคเดียว และโลกก็ยังคงไม่พร้อมรับมือหากเกิดโรคใหม่!
KEY
POINTS
- GPMB เตือนว่าความเชื่อที่โรคระบาดรุนแรงอย่างโควิด-19 จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปีเป็นความเข้าใจที่ผิด โดยอ้างอิงสถิติในอดีตที่เกิดการระบาดใหญ่หลายครั้ง เช่น ไข้หวัดใหญ่ และ HIV/AIDS
- ปัจจัยในโลกยุคปัจจุบัน เช่น การเดินทางที่รวดเร็ว ความซับซ้อนที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จะทำให้โรคระบาดในอนาคตเกิดขึ้นบ่อย แพร่กระจายได้เร็วและกว้างขึ้น
- รายงานระบุว่าโลกกำลังชะล่าใจและไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดครั้งต่อไป โดยมีจุดอ่อนทางสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้ง เป็นตัวเร่งให้การระบาดรุนแรงและควบคุมได้ยากขึ้น
มนุษย์เข้าใจว่าการเกิดโรคระบาดอย่างโควิด-19 จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วใน 1 ชีวิตของเรา
แต่นั่นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด!
ถ้าดูสถิติจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันอย่างเป็นทางการจะอยู่ที่มีผู้เสียชีวิตราว 7 ล้านคนทั่วโลก แต่คาดการณ์ว่าจะมีมากกว่านั้นเพราะบางประเทศรายงานได้ไม่ครอบคลุม ซึ่งน่าจะอยู่ที่ราว 15 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม GPMB หรือ หน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบความพร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพทั่วโลก ซึ่งจัดตั้งโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และ ธนาคารโลก (World Bank Group) ได้ออกรายงานฉบับล่าสุด The New Face of Pandemic Preparedness เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 เกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วนต่อระบบความมั่นคงด้านสุขภาพโลก ในการรับมือกับโรคระบาด และพบตัวเลขที่ให้มนุษย์ต้องฉุกคิดให้ดีๆ!
โลกเข้าใจผิดว่าจะเกิดโรคระบาดแค่ 1 ครั้งในรอบ 100 ปี
รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า โรคระบาดไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแค่ 1 ครั้งในรอบ 100 ปี ที่ผ่านมาจึงเป็นความเข้าใจผิด! โดยรายงานได้ให้รายละเอียดที่น่าสนใจ ว่า
ในรอบศตวรรที่ 20 พบการระบาดของโรคหลายต่อหลายครั้ง เช่น การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีอย่างน้อย 3 ครั้ง ได้แก่
- ไข้หวัดใหญ่ในปี 1918 ซึ่งแพร่ระบาดไปยังประชากรโลกถึง 1 ใน 3 ส่วน และทำให้เสียชีวิตกว่า 20-40 ล้านคน
- ไข้หวัดใหญ่ในปี 1957 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลก 1 ล้านคน
- ไข้หวัดใหญ่ปี 1968 มีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 1 ถึง 3 ล้าน คน หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากโรคนี้
นอกจากนี้ ‘ไข้หวัดใหญ่’ เป็นโรคที่เกิดขึ้นนาน ไม่หายไป แม้ว่าปัจจุบัน โดยเฉลี่ยไข้หวัดใหญ่ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตสูงสุด 6.5 แสนรายต่อปี แต่เมื่อรวมการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 1918 จะทำให้อัตราการตายของไข้หวัดใหญ่สูงกว่าโควิดมากในภาพรวม!
นอกจากนี้ยังมีการระบาดของ HIV/AIDS แม้ว่าจะเข้าถึงศตวรรษที่ 21 แล้วการระบาดของ HIV ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่ง จนถึงในปี 2025 นี้มีจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากโรคเอดส์เกินกว่า 43 ล้านคน
หรือการระบาดครั้งใหญ่ของโรคอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ อย่าง SARS-CoV1 อีโบลา ไข้เหลือง หรือ ฝีดาษลิง ซึ่งแพร่กระจายไปยังหลายประเทศ ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
จากสถิติที่เกิดขึ้นนี้ จึงทำให้เห็นว่าในรอบ 100 ปีของโลก โรคระบาดใหญ่ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียง 1 ครั้ง! เช่น โควิด-19 แต่โลกมีความเสี่ยงต่อโรคระบาดอื่นๆ อีกมากมาย และจากรายงานฉบับนี้ระบุว่า ถ้ามันเกิดขึ้นอีก โลกจะ 'ไม่พร้อม' รับมือยิ่งกว่าเดิม!
ปัจจัยที่โรคระบาดจะเกิดขึ้นในยุคนี้
รายงาน GPMB ปี 2025 ยืนยันว่า โรคระบาดในอนาคตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หมายถึง มันเกิดขึ้นแน่ๆ และความเป็นไปของโลกในทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคระบาดทั้งสิ้น ได้แก่
1. โรคจะเกิดขึ้นบ่อย และแพร่กระจายเร็วและไกลขึ้น
นอกจากที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า ในรอบ 1 ศตวรรษที่ผ่านมา มีโรคระบาดเกิดขึ้นมากกว่าที่มนุษย์คิด ปัจจัยของการแพร่กระจายที่เร็วและเป็นวงกว้างก็มีส่วนสำคัญ เพราะคนเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นช่องทางให้โรคแพร่กระจายได้เร็วขึ้น เมื่อแพร่กระจายเร็วขึ้น จึงมีเวลาน้อยลงที่จะเตรียมพร้อมรับมือ
จนทำให้เราได้เห็นว่า โลกต้องเลือกที่จะหยุดชะงัก ใช้วิธี Shut Down เพื่อระงับการแพร่กระจายแทนการรับมือในรูปแบบอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่า!
2. โรคระบาดยากต่อการรับมือมากขึ้นตามแนวคิด VUCA
แทนที่โลกซึ่งพัฒนาขึ้นมาก จะสามารถรับมือกับโรคระบาดได้ดีขึ้น แต่ไม่เลย! รายงานฉบับนี้ระบุว่าหากเกิดโรคระบาด โลกในปัจจุบันหาวิธีการรับมือยากกว่าแต่ก่อน สาเหตุเนื่องจาก
- Volatility หรือความผันผวน หมายถึง สิ่งต่างๆ เปลี่ยนเร็วและแรงมาก เช่น โควิดกลายพันธุ์ การระบาดลุกลามไปยังประเทศต่างๆอย่างรวดเร็วและรุนแรง
อีกทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามากระทบจนสร้างความสับสนในการรับมือ เช่น AI ทำให้ข้อมูลไหลเร็วยากต่อการควบคุม (จนต้องมีการประกาศว่าให้ฟังคำประกาศจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว) หรือความไม่เท่าเทียม ซึ่งทำให้บางประเทศมีวัคซีนแต่บางที่ไม่มี เป็นต้น
- Uncertainty หรือ ความไม่แน่นอน คือไม่มีใครรู้ว่าโรคระบาดใหญ่ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือรุนแรงแค่ไหน
- Complexity ความซับซ้อน คือ พอสาธารณสุขมีปัญหา มันดันโยงไปถึงภาคอื่นเช่น เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม สังคม จนทำให้การแก้ไขปัญหาในลักษณะที่ว่า เกิดโรคระบาดก็รักษาโรค ไม่ใช่ทางออกที่ควรทำอย่างเดียวอีกต่อไป
ยกตัวอย่างเช่น โควิด 19 ที่ทำให้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งๆ ที่ผู้คนยังไม่มีความพร้อมและเท่าทันต่อโลกดิจิทัล และเป็นช่องว่างให้เกิดสแกมเมอร์ที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน
ฉะนั้นการแก้ปัญหาโรคระบาด จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของหมอคนเดียวอีกต่อไป
- Ambiguity ความคลุมเครือ โดยเฉพาะกับโรคอุบัติใหม่ ที่ข้อมูลการป้องกันและรักษายังคลุมเครือ หากจำได้ตอนเกิดโควิดใหม่ๆ จะมีข้อมูลขัดแย้งเต็มไปหมด เช่น ควรจะฉีดวัคซีนหรือไม่? ซึ่งมันจะยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก ถ้ามีผู้เล่นหลายฝ่ายเข้ามาช่วยตัดสินใจ เช่น นักการเมือง นักธุรกิจ เพราะจะแฝงมาพร้อมกับผลประโยชน์และมุมมองที่ต่างกันเช่น ควรแจกจ่ายวัคซีนให้กับจังหวัดไหนก่อน? ตามความจำเป็นหรือตามฐานเสียงนักการเมือง หรือวัคซีนที่นำมาใช้ควรจะยี่ห้อไหน เป็นต้น
3. จุดอ่อนของสังคม ตัวการทำให้โรคมันระบาด!
โรคระบาดในอนาคต จะไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มพื้นที่ แต่มันจะเลือกเกิดเพราะสังคมมีจุดอ่อนที่มันเจาะได้ เช่น ความไม่เท่าเทียม ซึ่งจะพบเห็นว่าคนที่ยากจนหรือชายขอบจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
อีกทั้งถ้ามนุษย์ทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน ก็เป็นจุดที่ทำให้โรคระบาดเกิดเร็วขึ้นด้วย เช่น ความไม่ไว้ใจที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงานกำกับ การทะเลาะกันเรื่องการจัดหาวัคซีนระหว่างประเทศ ระบบสาธารณสุขที่ไม่เท่าเทียม สิ่งเหล่านี้ทำให้โรคแพร่กระจายเร็วและยากจะควบคุม
นอกจากนี้ โรคระบาดจะเกิดการแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนมากขึ้น เพราะราว 75% ของโรคอุบัติใหม่ในมนุษย์มีต้นกำเนิดจากสัตว์ทั้งนั้น
4. โลกไม่เตรียมพร้อมต่อโรคระบาด
รายงานฉบับนี้ระบุว่าโลกกำลังชะล่าใจ กับการรับมือโรคระบาด เช่น ลดการลงทุนเรื่องการป้องกันโรค รายงานระบุว่าโควิด 19 ทำให้เห็นว่าความมั่นคงด้านสุขภาพของโลกอยู่ในจุดอันตราย และยิ่งเพิ่งผ่านโควิด 19 มาก็ยิ่งทำให้โลกเหนื่อยล้า และตอนนี้ถ้าเกิดโรคใหม่ขึ้น โลกก็น่าจะยากที่จะรับมืออีกครั้งแน่ๆ
สรุปคือ โลกไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากวิกฤตโควิดอย่างถ่องแท้จริงๆ!


