ดร.ณัฏฐ์มองข้ออ้างวาโยน้ำหนักเบา ปมยื่นค้านศาลฎีกาคดี44สส.ก้าวไกล
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ศาลฎีกามีอำนาจสั่ง 44อดีตสส.ก้าวไกลหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตามกฎหมายปปช.แม้ทีมกฎหมายพรรคประชาชนเตรียมยื่นคัดค้านอ้างกระทบงานสภา
KEY
POINTS
- นักกฎหมายชี้ว่าศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ 44 สส.ก้าวไกล (พรรคประชาชน) หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีเมื่อรับฟ้องคดีจริยธรรมจาก ป.ป.ช.
- ดร.ณัฏฐ์มองว่าข้ออ้างของนายวาโยที่ว่าการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จะกระทบตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและแคนดิเดตนายกฯ นั้นมีน้ำหนักเบา
- ข้อโต้แย้งเรื่องกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำให้การฟ้องคดีเสียไป และจำเลยยังสามารถนำหลักฐานมาสู้คดีในชั้นศาลได้
ดร.ณัฐวุฒิชี้กฎหมายให้อำนาจศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน วิเคราะห์กรณีพรรคประชาชนเตรียมยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกา โดยระบุว่าตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 87 บัญญัติไว้เป็นเด็ดขาดให้ศาลมีอำนาจสั่งจำเลยหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีเมื่อประทับรับฟ้อง แม้ ป.ป.ช. ในฐานะโจทก์จะไม่ได้มีคำขอมาก็ตาม เว้นแต่ศาลจะใช้ดุลพินิจเห็นเป็นอย่างอื่น ซึ่งการพิจารณาในชั้นตรวจฟ้องเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ที่สามารถทำลับหลังจำเลยได้ โดยอดีต 44 สส.ก้าวไกลจะตกเป็นผู้ถูกร้องทันทีหากศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องอีก เนื่องจาก ป.ป.ช. ได้ทำหน้าที่เสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของจำเลยให้ศาลทราบตามหน้าที่แล้ว
นักกฎหมายมองข้ออ้างวาโยน้ำหนักเบาปมกระทบฝ่ายค้าน
ต่อกรณีนายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน และพวก รวม 10 คน เตรียมยื่น 3 คำร้องเพื่อขอปฏิบัติหน้าที่ต่อ โดยอ้างว่าจะกระทบต่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ดร.ณัฐวุฒิ มองว่าเป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนักเบา เนื่องจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านสามารถปรับเปลี่ยนตัวบุคคลได้ตามกฎหมายพรรคการเมือง ส่วนกรณีของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่อ้างเรื่องสิทธิแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นเพียงการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่แน่นอนเพราะเพิ่งมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อีกทั้งความผิดจริยธรรมร้ายแรงปมแก้ไข มาตรา 112 ถูกวินิจฉัยว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อระเบียบการปกครองและเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ซึ่งเป็นคุณสมบัติโดยตรงที่ต้องพิสูจน์ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร
ยืนยันกระบวนการไต่สวนปปช.ชอบด้วยกฎหมายสู้คดีได้
สำหรับข้อโต้แย้งของนายวาโยที่ระบุว่ากระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีกรรมการบางรายพัวพันประเด็นทุจริตนั้น ดร.ณัฐวุฒิ ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวไม่ทำให้กระบวนการไต่สวนเสียไปจนไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคดีจริยธรรมใช้ระบบไต่สวนตามระเบียบ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ซึ่งเปิดช่องให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการในการรับฟังพยานหลักฐาน แตกต่างจากวิธีพิจารณาความอาญาทั่วไป อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้ห้ามหากจำเลยจะนำพยานหลักฐานที่อ้างว่าไม่ได้อยู่ในสำนวนชั้นไต่สวนมานำสืบหักล้างเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลฎีกา เพื่อขอรับสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่กลับคืนมาภายหลังกระบวนการยุติธรรมสิ้นสุดลง


