posttoday

เปิดตัว 'สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก' สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

18 กันยายน 2568

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดตัว สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อยกระดับมาตรฐาน มุ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลก

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุขเปิดตัว “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” เพื่อยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทยด้วยงานวิจัยและสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์
  • มีแผนวิจัยมุ่งเน้นสมุนไพรสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน กระชายดำ ไพล กัญชง/กัญชา และกระท่อม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • ตั้งเป้าผลักดันให้สมุนไพรไทยเป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจและสุขภาพในระดับโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ

กระทรวงสาธารณสุข ได้มีพิธีเปิด “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานในพิธี เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

 

นายสมศักดิ์ กรีชัย กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนางานด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ และการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อประชาชนผู้บริโภค

สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ภายใต้โครงสร้างของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมีการดำเนินงานด้านการติดตามกำกับการศึกษาวิจัย จัดทำแผนวิจัยด้านสมุนไพรการแพทย์แผนไทยและการแพทย์เลือก ร่วมกับแหล่งทุนระดับประเทศ

 

เปิดตัว 'สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก' สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

 

ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ มีการก่อตั้งศูนย์เร่งรัดงานวิจัยทางคลินิก และศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงมีการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์พืชและการวิจัยทางพฤกษศาสตร์ ซึ่งรวบรวมตัวอย่างพืชสมุนไพรกว่า 6,000 ชนิด รวมถึงมีการให้บริการข้อมูลด้านแพทย์แผนไทยและสมุนไพรทั้งในรูปแบบหนังสือ ตำรา คัมภีร์ และงานวิจัยต่างๆ ทางสถาบันฯมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญครบสาขา ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และพยาบาลวิจัย ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสมุนไพรและตำรับยาไทย

 

เปิดตัว 'สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก' สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

 

5 รายการสมุนไพรหวังผลภายในปี 2571

 

สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีแผนวิจัย ปี พ.ศ. 2568-2571 ที่มุ่งเน้นการศึกษาวิจัยสมุนไพร Herb of the year จำนวน 5 รายการ ได้แก่

  • ขมิ้นชัน
  • กระชายดำ
  • ไพล
  • กัญชง/กัญชา 
  • กระท่อม

ส่วนสมุนไพรที่มีศักยภาพใช้รักษา common diseases, นวดรักษาโรคทางกลุ่มโรคกระดูกและข้อ, การใช้ตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง เช่น สะเก็ดเงิน และจะมีการขยายทั้งรูปแบบและวิธีวิจัยให้ครอบคลุมกลุ่มโรคอื่นๆ ต่อไป

 

 

“สถาบันวิจัยแห่งนี้จะไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแต่จะสนับสนุนให้สมุนไพรเป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจและสุขภาพในระดับโลก”

 

ทางด้าน ดร.นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์  แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่าในปีงบประมาณ 2568 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดทำบันทึกความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายเขตสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางวิจัยระดับประเทศอย่างเป็นเอกภาพ เปิดรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีความน่าเชื่อถือ

สถาบันวิจัยฯ จะเปิดงานด้านห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งการดำเนินการวิจัยดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งทางสาธารณสุขและช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจของประเทศ

 

เปิดตัว 'สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก' สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันให้ 'สมุนไพรไทย' เป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์สำคัญของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ โดยตั้งเป้าภาพรวมของ 6 ยุทธศาสตร์ที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศอยู่ที่ 6.9 แสนล้านบาท (3.39% ของ GDP) 

และเคยออกมาแถลงผลงานในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า การดำเนินงานในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ( กพ.-ส.ค.) การยกระดับสมุนไพรไทย มีมูลค่ารวมแล้วกว่า 48,604 ล้านบาท. 

 

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง