
"ประเสริฐ" วางเป้า "ระบบเตือนภัยแห่งชาติ" ต้องแล้วเสร็จใน 1 ปี
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผย ดีอี วางเป้า "ระบบเตือนภัยแห่งชาติ" ต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ปี เร่งใช้เทคโนโลยีเตือนภัยประชาชน
สปริงนิวส์ เปิดเวที อนาคตประเทศไทย Next Step Thailand 2024 : Tech & Sustain ก้าวต่อไปของนวัตกรรมและความยั่งยืน ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567 เวลา 12.00 - 16.30 น.
ในช่วงปาฐกถาพิเศษ : เทคโนโลยีดิจิทัล กับการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ระบุว่า
ในวันนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่เปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว รวมถึงอินเทอร์เน็ตที่กลายเป็นหนึ่งในค่าสาธารณูปโภค รองจากค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง หากไทยปรับตัวไม่ทัน ก็ยากที่จะแข่งขันกับนานาชาติ ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มี 7 Flagship สำคัญในการผลักดันและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกคุณภาพชีวิตคนไทย
- Cloud First Policy : Cloud ในประเทศไทยในปัจจุบัน อยู่ตามกรม กอง ต่างๆ ใช้ใครใช้มัน Data Center ก็อยู่ที่ใครที่มัน นโยบายเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมดิจิทัล คือต้องวาง Cloud ให้เป็นระบบ และลดต้นทุนลง
- Ai Agenda: การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) มีความจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้อยู่กับมนุษย์ได้ คือต้องมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ วันนี้รัฐบาลเริ่มตั้งคณะทำงานเพื่อร่างกฏระเบียบเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์แล้ว
- ระบบเตือนภัยแห่งชาติ: ใช้เทคโนโลยีเพื่อเตือนภัยประชาชน ให้รับรู้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
- แก้ไขปัญหาภัยออนไลน์: ยกระกับกรมป้องกันและปราบปรามภัยที่เกิดจากทางไซเบอร์ทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาแอปดูดเงิน แอปเลียนเสียง การหลอกลวงทางออนไลน์
- 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน: แต่ละอำเภอต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านดิจิทัล เพื่อต่อยอดพัฒนาคนในชุมชน
- พัฒนากำลังคนดิจิทัล: ร่วมลงนาม MOU กับหน่วยงานต่างๆ
- ยกระดับการแข้งขัน Thailand Digital Competitiveness Ranking
อย่างไรก็ตาม การยกระดับด้านดิจิทัลต้องอาศัยกำลังคนภายในประเทศที่ต้องเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบันยังมีอีก 22,200 จุด ที่ยังเข้าไม่ถึงเครือข่ายเหล่านั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงผลักดันโครงการ "Internet For All" ให้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงทั่วทุกหมู่บ้านในประเทศไทยอย่างเท่าเทียมกัน







