
Big Data จากบัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่ จะปฏิวัติวงการสธ.ไทยได้จริงหรือ?
บัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่คิกออฟมาแล้ว 2 อาทิตย์ ผลสำเร็จที่โดดเด่นขึ้นมาคือ นี่จะเป็นครั้งแรกของเมืองไทยที่ข้อมูลสุขภาพของประชาชนจากทุกหน่วยสาธารณสุขในโครงการสามารถเชื่อมโยงหากันได้ทุกที่ และสร้าง Big Data ขนาดใหญ่ที่อาจนำมาซึ่งการปฎิวัติวงการสธ.ไทยในอนาคต?
เป็นเวลาเกือบ 2 อาทิตย์แล้วที่กระทรวงสาธารณสุขคิกออฟบัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่ นำร่องใน 4 จังหวัดแรกได้แก่ เพชรบุรี นราธิวาส แพร่ และร้อยเอ็ด แม้จะยังบอกไม่ได้อย่างชัดเจนถึงประสิทธิผลของโครงการ และคงต้องรออีกสักระยะเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเชิงสถิติมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าโครงการนี้เป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของวงการสาธารณสุขไทย ที่มุ่งไปสู่การขับเคลื่อนแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน!
ซึ่งการขยับตัวชนิดสั่นสะเทือนแบบนี้ แน่นอนว่าต้องใช้พละกำลังมหาศาล และไม่ใช่เรื่องง่าย
ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบุคลากร ที่ต้องมองไปในทิศทางเดียวกัน ต้องเข้าใจระบบการทำงานใหม่ อีกทั้งยังต้องปลดล็อกข้อกังวลในเรื่องของภาระงานของโรงพยาบาลศูนย์ในตัวจังหวัด ว่าประชาชนจะแห่มารับบริการที่เดียว จนเป็นภาระให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่หรือไม่?
จากการลงพื้นที่ในจังหวัดเพชรบุรี พบว่า ตัวเลขของผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่แห่งเดียวในจังหวัด และเป็นที่พึ่งของประชาชนสำหรับการรักษาโรคที่มีความยากและซับซ้อน พบว่ามีผู้ป่วยจากต่างพื้นที่เพิ่มเติมหลังจากการเปิดระบบบัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่เป็นเวลา 1 อาทิตย์จำนวน 4-5% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทางกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่าเป็นตัวเลขที่รับได้ ..
ด้าน นพ.จิรายุ เล็กพิทยา รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.พระจอมเกล้า ให้ข้อมูลว่าทางโรงพยาบาลกำลังพิจารณาจัดตั้งหน่วยคัดกรองผู้ป่วย เพื่อคัดแยกว่าผู้ป่วยอยู่ในขั้นฉุกเฉินจนต้องมารับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่หรือไม่? เพื่อขจัดปัญหาที่จะตามมา แต่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการในขั้นต่อไป รวมไปถึงการเพิ่มห้องตรวจบริการเพื่อลดความแออัด เน้นการใช้แพทย์ทางไกลอย่าง Telemedicine การส่งยาไปที่บ้าน ระบบการนัดหมายออนไลน์ เพิ่มเติมเข้ามาในระบบ
นอกจากนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญหากอยากจะทำให้ระบบบัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่สมบูรณ์ขึ้นจริงๆ คือ บทบาทของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น รพ.เอกชน คลินิกและแล็ปเอกชน ซึ่ง ณ จุดนี้ก็จะต้องมีการลงไปเชิญชวน และใช้แรงจูงใจค่อนข้างมาก ด้วย 2 ปัญหาหลักที่พบ คือ
- ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลของภาคเอกชน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนอย่างชัดเจนได้อย่างไร
- ปัญหาด้านความคุ้มค่าของภาคเอกชน เพราะก็ต้องยอมรับว่าฝั่งเอกชนก็ต้องมองในมุมของธุรกิจ และความอยู่รอดของตนเองเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น จากการลงพื้นที่ที่จ.เพชรบุรี ที่ร้านบ้านยามนต์คุ้มครอง ซึ่งร่วมในโครงการฯ พบความกังวลในเรื่องของราคายา เนื่องจากมีตัวยาบางอย่างซึ่งซื้อในราคาต้นทุนที่สูงกว่าโรงพยาบาล ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการเรื่องนี้ต่อไปว่ากระทรวงสาธารณสุขจะสามารถเข้ามาลดต้นทุนของภาคเอกชนได้หรือไม่
สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของปัญหาที่ต้องใช้พละกำลังและงบประมาณจากภาครัฐจำนวนมหาศาล ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 นี้จะมีการทุ่มงบประมาณลงไปกว่า 6,200 ล้านบาทสำหรับโครงการบัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่ และอาจแตะไปถึงหมื่นล้านบาท
คำถามคือ ‘คุ้มค่าหรือไม่และอย่างไร?’
ประโยชน์อย่างแรกที่ส่งผลต่อประชาชนโดยตรงและเป็นหัวใจของโครงการ คือ การอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนในการใช้บริการทางการแพทย์ ใช้แค่บัตรปชช.ใบเดียวก็สามารถไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้โดยง่าย ไม่ต้องมีใบส่งตัว รวมไปถึงการรับยาก็ไม่ต้องไปนั่งรอ สามารถกลับมารับที่บ้าน หรือรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านได้ รวมไปถึงการตรวจแล็ปต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยในกลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนมากถึงร้อยละ 85 ของผู้ป่วยทั้งหมดนั้น ต้องมีการตรวจเลือดบ่อย รับยาเพื่อรักษาอยู่ตลอดเวลา ก็สามารถลดเวลาหรือลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งระบบนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากผู้ป่วยใช้บริการการปรึกษาแบบทางไกลควบคู่ไปด้วย! ซึ่งเท่ากับว่าไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ อีกต่อไป
แต่ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญและมองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคที่ ‘ข้อมูลคือพระเจ้า’ นั่นก็คือ บัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่ ได้สร้าง Big Data ทางสาธารณสุขให้แก่ประเทศไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
Big Data จากบัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่ จะปฏิวัติวงการสธ.ไทยได้อย่างไร?
นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า จากการขับเคลื่อนนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ ทำให้มีการพัฒนาระบบจัดการข้อมูลสุขภาพ เกิดการเชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้มาตรฐานชุดข้อมูลที่มีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยสามารถนำไปวิเคราะห์ และช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยได้ในทุกมิติ ได้แก่
- มิติด้านยุทธศาสตร์ ข้อมูลโรคหรือความเจ็บป่วยที่เป็นปัจจุบัน ช่วยให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานสามารถเล็งเห็นปัญหาที่แท้จริง วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างพื้นที่ วางแผนแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีและตรงเป้าหมายสามารถติดตามผลการดำเนินการ ตลอดจนมีความแม่นยำในการพยากรณ์โรคในอนาคต ช่วยพัฒนาระบบส่งเสริมป้องกันทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ
- มิติด้านบริการสุขภาพ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ เพิ่มการตระหนักรู้ต่อสภาวะสุขภาพ (Health Literacy) ขณะที่หน่วยบริการสามารถเข้าถึงประวัติสุขภาพผู้ป่วย เช่น ประวัติแพ้ยา ประวัติรักษาเดิม ช่วยให้บริการได้ปลอดภัย ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องเสียเวลาการขอประวัติเดิม
- มิติด้านทรัพยากร เช่น ข้อมูลการรับบริการและการเบิกจ่ายในแต่ละพื้นที่ จะถูกนำไปปรับใช้ในการกระจายทรัพยากรทั้งบุคลากร, งบประมาณ และวัสดุครุภัณฑ์ให้เหมาะสม เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ลดโอกาสการทุจริต และตอบสนองความต้องการในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง
- มิติด้านพัฒนาวิชาการ สามารถใช้ Big Data เป็นฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี ต่อยอดการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ Blockchain ผลักดันให้การสาธารณสุขไทยเป็นระบบสุขภาพชั้นนำของโลก
ยกตัวอย่างการนำ Big Data ไปใช้ เช่น ช่วง COVID-19 ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบหมอพร้อมเพื่อบริหารจัดการนัดหมายฉีดวัคซีนและลงข้อมูลตรวจเชื้อโควิด ทำให้สามารถทราบได้ว่าช่วงระยะเวลาใด มีการกระจายตัวของโรค Covid-19 อยู่ในพื้นที่ใด จังหวัดใดของประเทศบ้าง สามารถพยากรณ์บริเวณที่เสี่ยงต่อการระบาดซ้ำ หรือทำนายโอกาส การเกิด Long Covid ในพื้นที่ดังกล่าวได้ หรือในแง่ของการจัดการทรัพยากร สามารถนำข้อมูลการฉีดวัคซีนทั่วประเทศมา พิจารณาว่าการกระจายทรัพยากรเท่าเทียมและเพียงพอหรือไม่ เป็นต้น ภายหลังการขับเคลื่อนนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว จะทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพ การวางแผนสร้างระบบบริการและบริหารจัดการทรัพยากรทั้งปัจจุบันและอนาคต
โดยสรุปแล้ว ข้อมูลทางสุขภาพที่ถูกจัดเก็บที่เดียวก็จะสร้างประโยชน์หลายระดับได้แก่
- ระดับบุคคลและหน่วยบริการ ที่จะทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปขอประวัติจากที่ต่างๆ ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ในการค้นหาประวัติการรักษา ลดความซ้ำซ้อนในการรักษา เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยในการรับบริการมากขึ้น
- ระดับภูมิภาค หน่วยงานสามารถนำข้อมูลสุขภาพภายในจังหวัดหรือเขตสุขภาพมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบ เพื่อวางแผนจัดระบบบริการ และบริหารทรัพยากรให้เหมาะสมภายในพื้นที่
- ระดับประเทศ จะเป็นการยกระดับองค์กรสาธารณสุขของประเทศสู่ Digital Transformation และ Data Driven Organization อย่างแท้จริง ผู้บริหารมองเห็นข้อมูลสุขภาพในภาพรวม สามารถวางแผนเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ บริหารจัดการด้านบริการสุขภาพและจัดสรรทรัพยากร วิเคราะห์เชิงระบาดวิทยา ต่อยอดความรู้ด้านวิชาการ ตลอดจนพยากรณ์ภาระโรคหรือทิศทางสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
หนทางของการสร้างระบบ ‘บัตรปชช.ใบเดียวรักษาทุกที่’ ยังคงต้องได้รับการพิสูจน์ ต้องพบเจอกับปัญหา อีกหลายประการ เฉกเช่นการพัฒนาอื่นๆ ที่ย่อมต้องพบเจอกับอุปสรรค ก่อนที่จะเจอวิธีการแก้ไขและผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
‘ความคุ้มค่า’ ในแง่ของการรักษาส่วนบุคคล ต้องให้ประชาชนใช้และสะท้อนเสียงออกมาสู่ภาครัฐเพื่อพัฒนาระบบบริการที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดียิ่งขึ้น
แต่การปฏิวัติระบบสาธารณสุขไทย ที่อยู่มานานแล้วกว่าศตวรรษ สู่ยุคใหม่เพื่อให้เท่าทันต่อโลกและโรคจาก Big Data ที่ได้นี้ นับเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เพราะหากสาธารณสุขไทยสามารถดึงศักยภาพของการใช้ข้อมูลที่มีค่าเหล่านี้ออกมาได้อย่าง 'คุ้มค่า' ในยุคที่ข้อมูลมีค่ามากกว่าทองนี้ ย่อมจะทำให้การพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขไทยทั้งในด้านการรักษาและการป้องกันไปได้อีกไกล!







