
“สรรเพชญ” ดันรถไฟทางคู่ใต้ 1.06 แสนล้าน เล็งเปิดประมูลปี 70
“สรรเพชญ” ยืนยันเดินหน้ารถไฟทางคู่สายใต้ระยะที่ 2 รวม 504 กม. วงเงิน 1.06 แสนล้านบาท ตั้งเป้าลงนามสัญญาปี 2570 เสร็จปี 2576 พร้อมกางแผนเมกะโปรเจกต์ภาคใต้ 14 โครงการ มูลค่ากว่า 3.6 แสนล้านบาท
วันนี้ (7 พฤศจิกายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ว่า
กระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมยืนยันเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการลงทุนด้านคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ โครงข่ายถนน สะพาน และระบบขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนามาอย่างยาวนาน พร้อมเร่งรัดโครงการที่มีความพร้อมให้เข้าสู่กระบวนการดำเนินงานโดยเร็ว เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นงานที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และต้องอาศัยระยะเวลาดำเนินการหลายปี ตั้งแต่การศึกษาออกแบบ การอนุมัติโครงการ การจัดหาแหล่งเงินลงทุน ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างและก่อสร้าง ซึ่งทุกขั้นตอนต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความคุ้มค่าของงบประมาณ และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาว จึงไม่ใช่งานที่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จหรือเห็นผลได้ในทันที
"ถนนหนึ่งสายหรือรางรถไฟไม่สามารถสร้างให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ สะพานหนึ่งแห่งก็เช่นเดียวกัน ยิ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนหลายพันล้านหรือหลายหมื่นล้านบาท ยิ่งต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่การที่โครงการต้องใช้เวลา ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง สิ่งที่เราต้องทำคือเร่งรัดขั้นตอนที่สามารถดำเนินการได้ แก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรค และผลักดันโครงการที่ประชาชนรอคอยให้เดินหน้าต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม” นายสรรเพชญ กล่าว
สำหรับโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ นายสรรเพชญ ยืนยันว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้ โดยปัจจุบันได้เปิดใช้งานรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม–ชุมพร ระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตรแล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายโครงข่ายต่อเนื่องลงสู่ภาคใต้ตอนล่าง มีความก้าวหน้าสำคัญ
หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 มีมติอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ จำนวน 3 ช่วง ระยะทางรวมประมาณ 504 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 106,798.32 ล้านบาท ประกอบด้วย
- ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี ระยะทางประมาณ 168 กิโลเมตร วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท กรอบดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569–2575
- ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทางประมาณ 291 กิโลเมตร วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท กรอบดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569–2576
- ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท กรอบดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569–2574
ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีเป้าหมายประกวดราคาและลงนามสัญญาภายในปี 2570 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างตามลำดับ และมีกรอบดำเนินโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในปี 2576
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงการแก้ไขข้อจำกัดด้านพื้นที่ การปรับรูปแบบโครงสร้างให้เหมาะสม และการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้
นายสรรเพชญ กล่าวว่า นอกจากรถไฟทางคู่แล้ว กระทรวงคมนาคมยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้อีก 14 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 362,555 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงข่ายถนน ทางพิเศษ ระบบราง และระบบขนส่งรูปแบบต่าง ๆ อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือวงแหวนอันดามัน จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ โครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย โครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่สงขลา และโครงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้
โดยแต่ละโครงการมีสถานะและความพร้อมแตกต่างกัน ทั้งอยู่ระหว่างศึกษา เตรียมเสนออนุมัติ และเตรียมดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะผลักดันตามลำดับความพร้อม พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาและข้อจำกัด เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า ตัวอย่างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมและประชาชนจะได้เห็นการเริ่มดำเนินงานในระยะใกล้ ได้แก่
- โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมจังหวัดสงขลากับจังหวัดพัทลุง วงเงินก่อสร้างประมาณ 4,600 ล้านบาท
- โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ วงเงินก่อสร้างประมาณ 1,780 ล้านบาท
ทั้งสองโครงการได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และกรมทางหลวงชนบทมีแผนออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกรอบระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572
สำหรับสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จะช่วยเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างจังหวัดสงขลากับพัทลุง ลดระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร และคาดว่าจะลดระยะเวลาเดินทางจากเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15–30 นาที
ขณะที่สะพานเชื่อมเกาะลันตาจะช่วยลดการพึ่งพาแพขนานยนต์ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง การท่องเที่ยว การขนส่งสินค้า รวมถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน
นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว และเราก็อยากให้ทุกโครงการเกิดขึ้นได้เร็วเช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่างานคมนาคมเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุนจำนวนมาก สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ เราจะเดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่อง โครงการใดได้รับอนุมัติแล้วก็ต้องเร่งดำเนินการ โครงการใดยังติดปัญหาก็ต้องเร่งแก้ไข และโครงการใดที่ประชาชนรอคอยมานาน ก็ต้องพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่เพียงแผนงานหรือคำประกาศ แต่คือถนนที่ได้ใช้ สะพานที่ได้ข้าม และระบบขนส่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง”







