
โรงเรียนนานาชาติบูม สวนทางเด็กเกิดใหม่ เจาะเกมธุรกิจการศึกษาไทย ใครคือ"ตัวจริง" ระยะยาว
โรงเรียนนานาชาติไทยโตสวนทางเด็กเกิดใหม่ เปิดเหตุผลดึงดูดครอบครัวไทย-ต่างชาติ เจาะการแข่งขันหลักสูตรอังกฤษ-อเมริกัน-IB พร้อมวิเคราะห์ตลาด 1.41 แสนล้านบาท จะโตได้อีกแค่ไหน
KEY
POINTS
- ตลาดโรงเรียนนานาชาติเติบโตสวนทางอัตราการเกิดที่ลดลง โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้ปกครองชาวไทยที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งมองการศึกษาเป็นการลงทุน และกลุ่มครอบครัวชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในประเทศไทย
- การแข่งขันในธุรกิจทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากจำนวนโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าจำนวนนักเรียน ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในการดึงดูดและรักษานักเรียนไว้
- ผู้ที่จะอยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่แค่โรงเรียนที่มีชื่อเสียง แต่คือโรงเรียนที่สามารถสร้างคุณภาพการศึกษาที่แตกต่าง พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และพิสูจน์ให้ผู้ปกครองเห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนทางการศึกษา
ตลาดโรงเรียนนานาชาติไทยโตต่อเนื่อง ดึงทุนต่างชาติปักหมุดเปิดแคมปัสใหม่ รับทั้งครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงและชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงาน
แต่เมื่อจำนวนโรงเรียนเพิ่มเร็วกว่าจำนวนนักเรียน การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจากการขายชื่อเสียงและหลักสูตร สู่การสร้างคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างและยั่งยืน
สวนทางกับสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยกลับเป็นหนึ่งในตลาดการศึกษาที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างความต้องการด้านการศึกษา
เมื่อครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูงให้ความสำคัญกับหลักสูตรนานาชาติ ภาษาอังกฤษ ทักษะสำหรับอนาคต และโอกาสในการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศไทยยังเป็นจุดหมายของครอบครัวชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน ลงทุน และใช้ชีวิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติ 207 แห่ง ก่อนเพิ่มเป็น 249 แห่งในปี 2567 ขณะที่จำนวนนักเรียนเพิ่มจาก 87,343 คนในปี 2562 มาอยู่ที่ 77,734 คนในปี 2567 หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และทยอยฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง
ล่าสุดข้อมูลสถิติของ สช. ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติ 280 แห่ง มีนักเรียนรวม 86,056 คน แสดงให้เห็นว่าตลาดนี้ยังขยายตัว แม้ภาพรวมประชากรวัยเรียนของประเทศจะเผชิญแรงกดดันจากอัตราการเกิดที่ลดลง
ทำไมโรงเรียนนานาชาติถึงเติบโตสวนทางเด็กเกิดใหม่?
ปัจจัยแรกคือกำลังซื้อของครอบครัวไทยระดับกลางบนถึงระดับสูง ซึ่งมองการศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่าค่าใช้จ่ายทั่วไป ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งต้องการให้บุตรหลานมีทักษะภาษาอังกฤษ เรียนรู้ผ่านหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล
และสามารถต่อยอดไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้ โดยเฉพาะหลักสูตรอังกฤษและหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ
นายคณกร วัธนเวคิน กรรมการ บริษัท สากลสถาปัตย์ จำกัด ทายาทสายตรงของตระกูลวัธนเวคิน เจ้าของและผู้พัฒนาพื้นที่รวม 400 ไร่อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติ ดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพ (Dulwich College International School Bangkok: DCBK) กล่าวว่า
"เราไม่อยากทำอะไรเล่น ๆ เพราะฉะนั้นพาร์ตเนอร์ที่เราต้องหาเนี่ย ก็ต้องเป็น World Class... ซึ่งเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันคือ Student first นักเรียนต้องมาก่อนเสมอ
และการลงทุนตรงนี้ อยากให้มองว่าเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศดีกว่าครับ เราพยายามเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด เพื่อให้คนรุ่นใหม่ Future Generations ได้รับการศึกษาระดับ World Class เพื่อที่จะไปต่อยอด เติบโตในแบบของเขา และขับเคลื่อนให้ประเทศเราดีขึ้น"
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เผยแพร่ในปี 2568 ยังชี้ถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของครอบครัวไทยที่มีความมั่งคั่งและพร้อมลงทุนด้านการศึกษา โดยคาดการณ์ว่า จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 36 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้น 24% ระหว่างปี 2566-2571 ซึ่งเป็นอีกแรงสนับสนุนตลาดการศึกษาระดับพรีเมียม
อีกด้านหนึ่งคือการเคลื่อนย้ายของแรงงานทักษะสูง ผู้บริหาร และนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ครอบครัวเหล่านี้ต้องการโรงเรียนที่สามารถรองรับการเรียนต่อเนื่องตามหลักสูตรสากล และช่วยให้บุตรหลานปรับตัวเข้ากับประเทศใหม่ได้โดยไม่สะดุด
ขณะเดียวกันนโยบายของไทยในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และบุคลากรทักษะสูงผ่านวีซ่าระยะยาว (LTR Visa) ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดบุคลากรจากต่างประเทศ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินว่า จำนวนผู้บริหารชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าความต้องการด้านการศึกษานานาชาติไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะครอบครัวคนไทยเท่านั้น..
ลูกค้าระยะยาวเป็นคนไทยหรือต่างชาติ?
คำตอบคือทั้งสองกลุ่ม แต่มีลักษณะความต้องการแตกต่างกัน
กลุ่มครอบครัวไทยยังเป็นฐานสำคัญของตลาด โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ต้องการทางเลือกนอกเหนือจากระบบการศึกษาทั่วไป และต้องการเตรียมความพร้อมให้บุตรหลานแข่งขันในตลาดแรงงานระดับนานาชาติได้ในอนาคต
ขณะที่กลุ่มชาวต่างชาติประกอบด้วยครอบครัวผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และนักธุรกิจที่เข้ามาพำนักในไทย รวมถึงครอบครัวจากประเทศเพื่อนบ้านที่เลือกประเทศไทยเป็นฐานการศึกษาให้บุตรหลาน
รายงานของ Taladnudbaan วันที่ 24 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ตลาดโรงเรียนนานาชาติไทยมีสัดส่วนนักเรียนไทยและต่างชาติประมาณครึ่งต่อครึ่ง พร้อมกล่าวถึงความสนใจของครอบครัวจากเมียนมาและประเทศในเอเชียที่เข้ามาใช้ชีวิตและส่งบุตรหลานเรียนในไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวไม่ควรนำไปเหมารวมกับโรงเรียนนานาชาติทุกแห่ง เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีฐานนักเรียนและกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลในรายงานประจำปี 2567 ของบริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นักเรียนในโรงเรียนนานาชาติของกลุ่มบริษัทมีสัญชาติไทยประมาณ 71.02% และนักเรียนต่างชาติประมาณ 28.98% สะท้อนว่าตลาดโรงเรียนนานาชาติยังมีฐานผู้เรียนชาวไทยเป็นกำลังสำคัญ
ในระยะยาว การเติบโตของตลาดจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าทั้งสองกลุ่ม โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้ครอบครัวต่างชาติว่าประเทศไทยมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ และสามารถรองรับการเรียนต่อเนื่องของบุตรหลานได้ ขณะเดียวกันต้องรักษาความสามารถในการจ่ายของครอบครัวไทยด้วย
ตลาดโตจริง แต่การแข่งขันเริ่มเข้มข้นขึ้น
แม้ตัวเลขตลาดจะยังเติบโต แต่การเปิดโรงเรียนใหม่จำนวนมากเริ่มทำให้เกิดคำถามว่าอุปสงค์จะรองรับอุปทานได้มากเพียงใด
ข้อมูลวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ระบุว่า จำนวนโรงเรียนนานาชาติในไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 5.3% ในปี 2569
ขณะที่จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเพียง 3.8% ส่งผลให้จำนวนนักเรียนเฉลี่ยต่อโรงเรียนลดลงจากประมาณ 312 คนในปี 2568 เหลือ 307 คนในปี 2569 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 304 คนในปี 2570
ขณะที่จำนวนโรงเรียนนานาชาติมีแนวโน้มเพิ่มจาก 280 แห่งในปี 2569 เป็น 293 แห่งในปี 2570 และจำนวนนักเรียนคาดว่าจะเพิ่มจาก 86,056 คนเป็น 89,200 คนตามลำดับ
ด้านมูลค่าธุรกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ารายได้ของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะเพิ่มจากประมาณ 128,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 141,000 ล้านบาทในปี 2570 ส่วนค่าเล่าเรียนเฉลี่ยต่อปีของโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ปีการศึกษา 2569/2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 839,184 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 5% จากปีก่อน
"ค่าเทอม (โรงเรียนนานาชาติ ดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพ) ถ้าเข้าไปเว็บไซต์จะเห็นว่าเริ่มต้นอยู่ที่ 700,000 กว่าบาท... แต่เป็นเพราะว่า เรามั่นใจครับว่า Quality of education รวมถึง Extra ต่าง ๆ ความ Holistic learning (การเรียนรู้แบบองค์รวม) มันสมเหตุสมผลกับค่าเงินตรงนี้" นายคณกร กล่าวกับโพสต์ทูเดย์
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพสองด้าน ด้านหนึ่งตลาดยังมีโอกาสเติบโตจากความต้องการของครอบครัวที่มีกำลังซื้อ แต่อีกด้านจำนวนโรงเรียนที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนนักเรียนกำลังสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการ
โดยเฉพาะโรงเรียนเปิดใหม่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งค่าก่อสร้างอาคาร สาธารณูปโภค เทคโนโลยี บุคลากร และการพัฒนาหลักสูตร ก่อนจะมีนักเรียนมากพอที่จะสร้างรายได้ครอบคลุมต้นทุน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่า การแข่งขันในระยะต่อไปจะไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงหรือการนำหลักสูตรต่างประเทศมาใช้เท่านั้น แต่ต้องสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพการเรียนการสอน หลักสูตรเฉพาะทาง กิจกรรม สภาพแวดล้อม ความปลอดภัย และวัฒนธรรมภายในโรงเรียน เพื่อดึงดูดและรักษานักเรียนในระยะยาว
ดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพฯ กับโจทย์สร้างความแตกต่างในตลาดโรงเรียนอังกฤษ
หนึ่งในโรงเรียนนานาชาติที่เข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดระดับพรีเมียมคือ โรงเรียนนานาชาติดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพ (Dulwich College Bangkok: DCBK) ในย่านบางนา ภายใต้เครือ Education in Motion (EiM) ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติที่มีโรงเรียนในสิงคโปร์ โซล ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และซูโจว
จุดตั้งต้นของดัลลิชคือการนำมรดกทางการศึกษาจาก Dulwich College ในกรุงลอนดอน ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1619 มาผสานกับประสบการณ์การดำเนินงานโรงเรียนนานาชาติในเอเชีย โดยยึดปรัชญา “Students Come First” หรือให้ความสำคัญกับนักเรียนเป็นอันดับแรก
ความแตกต่างของ DCBK จึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษเพียงอย่างเดียว เพราะตลาดไทยมีโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรอังกฤษและมีชื่อเสียงอยู่แล้วหลายแห่ง
แต่เป็นการนำหลักสูตรอังกฤษแบบ Enhanced British Curriculum มาผสานกับแนวทางการเรียนรู้ที่พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คุณลักษณะส่วนบุคคล และความเป็นพลเมืองโลก
"เราให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของโรงเรียนที่มีมากกว่า 400 ปี รวมถึงการพัฒนาเคอร์ริคูลัมตลอดเวลา... มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามความต้องการของโลก ผมรู้สึกว่านักเรียนที่จบมา เขาสามารถ adapt กับปัญหาต่าง ๆ ที่เขาเจอได้" นายคณกร กล่าวเสริม
เมื่อโรงเรียนขยายสู่ระดับมัธยมศึกษา นักเรียนจะมีทางเลือกในการเรียนต่อผ่านสองเส้นทาง ได้แก่ A-Levels และ International Baccalaureate Diploma (IB) ซึ่งเปิดโอกาสให้เลือกแนวทางที่สอดคล้องกับความถนัดและเป้าหมายการศึกษาต่อของตนเอง
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับภาษาไทยและภาษาจีนกลาง ควบคู่กับภาษาอังกฤษ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ระดับนานาชาติเข้ากับบริบทของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย
อีกจุดเด่นคือแนวทางการเรียนรู้ผ่าน SE21 ซึ่งเป็นกรอบการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) Entrepreneurship (การเป็นผู้ประกอบการ) Environmental Sustainability (ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม) และทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21
พื้นที่ SE21 Innovation Workshops เปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เช่น หุ่นยนต์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ การสร้างสื่อดิจิทัล และการแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง เป็นการขยายการเรียนรู้ให้มากกว่าการเรียนในห้องเรียนตามตำรา
ด้านสภาพแวดล้อม DCBK ออกแบบแคมปัสโดยได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านไทยดั้งเดิม มี Village Centre เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้ ห้องสมุด และพื้นที่ส่วนกลาง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สระว่ายน้ำปรับอุณหภูมิขนาด 50 เมตร อาคารกีฬาในร่ม สนามฟุตบอล และลู่วิ่ง
โรงเรียนยังตั้งเป้าขอรับมาตรฐาน LEED Gold ด้านอาคารสีเขียว และ WELL Gold ด้านสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว การออกแบบอาคารที่เอื้อต่อสุขภาพและการเรียนรู้ ตลอดจนการเชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับชีวิตประจำวันของนักเรียน
สำหรับปีการศึกษาแรก โรงเรียนเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 7 และมีแผนขยายการเรียนการสอนไปจนถึง Year 13 ในอนาคต โดยระยะแรกของแคมปัสรองรับนักเรียนได้สูงสุด 1,000 คน
ความยั่งยืนของตลาด ไม่ได้วัดแค่จำนวนโรงเรียนที่เปิดใหม่
ทิศทางของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มจำนวนแคมปัสหรือการนำแบรนด์การศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาเท่านั้น แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสามารถสร้างคุณค่าทางการศึกษาที่ผู้ปกครองยอมจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญมีอย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ หนึ่ง การรักษาคุณภาพครูและหลักสูตรให้ได้มาตรฐานจริง ไม่ใช่เพียงอาศัยชื่อเสียงของสถาบันแม่
สอง การสร้างความแตกต่างที่ตอบโจทย์ทักษะอนาคต ทั้งเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และการอยู่ร่วมกับสังคมที่หลากหลาย และสาม การบริหารต้นทุนและค่าเล่าเรียนให้สมดุลกับกำลังซื้อของครอบครัว
โดยเฉพาะในวันที่โรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่มากขึ้น ผู้ปกครองมีทางเลือกมากขึ้นเช่นกัน การปรับค่าเล่าเรียนเพื่อชดเชยต้นทุนอาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว หากคุณภาพและประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับไม่เติบโตตามไปด้วย
สำหรับประเทศไทย การมีโรงเรียนนานาชาติที่มีคุณภาพยังเป็นโอกาสในการยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของภูมิภาค ช่วยดึงดูดครอบครัวผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงสร้างทางเลือกให้ครอบครัวไทยที่ต้องการการศึกษาระดับสากลโดยไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจสามารถรักษาคุณภาพการศึกษาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองได้จริง
เพราะในท้ายที่สุด โรงเรียนที่อยู่รอดไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนที่มีแคมปัสใหญ่ที่สุดหรือค่าเล่าเรียนแพงที่สุด แต่ต้องเป็นโรงเรียนที่ทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าการลงทุนด้านการศึกษาของบุตรหลานนั้นคุ้มค่าในระยะยาว..
โรงเรียนนานาชาติในไทยมีกี่รูปแบบ? ไม่ได้มีแค่หลักสูตรอังกฤษ
ตลาดโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีความหลากหลายด้านหลักสูตร โดยข้อมูลจากสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย (ISAT) ระบุว่า โรงเรียนสมาชิกจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรจากประเทศต่าง ๆ หลายรูปแบบ สามารถแบ่งกลุ่มสำคัญได้ดังนี้
1. หลักสูตรอังกฤษ (British Curriculum) ใช้กรอบหลักสูตรของอังกฤษ ตั้งแต่ Early Years, Key Stages ไปจนถึง IGCSE และ A-Levels เน้นการเรียนเป็นลำดับขั้นและการเลือกวิชาเฉพาะทางในระดับมัธยมปลาย
2. หลักสูตรอเมริกัน (American Curriculum) ใช้ระบบการศึกษาแบบสหรัฐฯ แบ่งเป็น Elementary, Middle และ High School มีระบบหน่วยกิต และอาจต่อยอดด้วย Advanced Placement (AP)
3. หลักสูตร International Baccalaureate (IB) เป็นหลักสูตรนานาชาติที่พัฒนาโดยองค์กร IB ไม่ได้ผูกกับประเทศใดประเทศหนึ่ง มี 4 โปรแกรม ได้แก่ PYP, MYP, DP และ CP เน้นการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้แบบสหวิทยาการ และความเป็นพลเมืองโลก ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียน IB World Schools จำนวน 41 แห่ง
4. หลักสูตรจากประเทศอื่น ๆ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น อินเดีย และสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนความต้องการของครอบครัวต่างชาติที่ต้องการให้บุตรหลานเรียนต่อเนื่องตามระบบการศึกษาของประเทศต้นทาง
นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรผสมผสาน (Blended Curriculum) หรือแนวทางการเรียนรู้เฉพาะ เช่น Montessori และ Reggio Emilia ซึ่งเน้นพัฒนาการและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
ที่มา:







