
สิงคโปร์ทุบสถิติโลก! เติมไบโอเอทานอล 5,000 ตัน พลิกโฉมท่าเรือคาร์บอนต่ำ
สิงคโปร์สร้างหมุดหมายใหม่ด้านขนส่งทางทะเล เติมไบโอเอทานอลราว 5,000 ตันให้เรือขนส่งตู้สินค้า พร้อมทดสอบระบบท่าเรือรองรับเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- สิงคโปร์สร้างสถิติโลกด้วยการเติมเชื้อเพลิงไบโอเอทานอลปริมาณ 5,000 ตันให้กับเรือขนส่งสินค้าในครั้งเดียว ซึ่งถือเป็นการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นท่าเรือคาร์บอนต่ำ
- ปฏิบัติการนี้แสดงถึงประสิทธิภาพของท่าเรืออัจฉริยะ โดยดำเนินการเติมเชื้อเพลิงควบคู่ไปกับการขนถ่ายสินค้า (SIMOPS) เพื่อลดเวลาที่เรือต้องจอดรอและไม่กระทบต่อกิจกรรมหลักของท่าเรือ
- ความสำเร็จครั้งนี้เป็นการทดสอบเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับพัฒนามาตรฐานและขั้นตอนปฏิบัติในการจัดการเชื้อเพลิงทางเลือกชนิดใหม่ๆ โดยนำประสบการณ์จากการจัดการเมทานอลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเตรียมความพร้อมของท่าเรือสำหรับอนาคตที่รองรับเชื้อเพลิงหลากหลายประเภท
สิงคโปร์ทดสอบเชื้อเพลิงเรือยุคใหม่ เติมไบโอเอทานอล 5,000 ตัน เดินหน้าท่าเรือคาร์บอนต่ำ
สิงคโปร์เดินหน้าพัฒนาท่าเรือรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทางทะเล หลังประสบความสำเร็จในการเติมเชื้อเพลิงไบโอเอทานอลให้เรือขนส่งตู้สินค้าปริมาณประมาณ 5,000 เมตริกตัน
นับเป็นการเติมเอทานอลให้เรือครั้งแรกของสิงคโปร์ และเป็นปฏิบัติการเติมเชื้อเพลิงเอทานอลครั้งเดียวที่มีปริมาณมากที่สุดในโลกตามข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรืออัจฉริยะที่ต้องเชื่อมโยงเทคโนโลยี ความปลอดภัย และการลดการปล่อยคาร์บอนเข้าด้วยกัน
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 บริษัท Golden Island Pte. Ltd. ผู้ให้บริการเชื้อเพลิงทางทะเล ร่วมกับ A.P. Moller–Maersk บริษัทขนส่งทางเรือระดับโลก และ PSA Singapore ผู้ให้บริการท่าเทียบเรือ ดำเนินการเติมเชื้อเพลิง ณ ท่าเรือ Pasir Panjang Terminal โดยได้รับการสนับสนุนจาก Maritime and Port Authority of Singapore (MPA) หรือสำนักงานการท่าเรือและการเดินเรือสิงคโปร์
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการส่งมอบไบโอเอทานอลที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน International Sustainability and Carbon Certification (ISCC) ประมาณ 5,000 เมตริกตัน ให้แก่เรือ Maersk Halifax ซึ่งจดทะเบียนในสิงคโปร์และรองรับการใช้เชื้อเพลิงได้สองประเภท โดยใช้เรือบรรทุกสารเคมี M.T. Golden Centaurus ของ Golden Island เป็นเรือส่งมอบเชื้อเพลิง
ท่าเรืออัจฉริยะต้องเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่หยุดการขนส่ง
จุดสำคัญของปฏิบัติการนี้ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การเติมเชื้อเพลิงควบคู่ไปกับการขนถ่ายตู้สินค้าตามปกติ หรือที่เรียกว่า Simultaneous Operations (SIMOPS) ช่วยให้กิจกรรมทั้งสองดำเนินไปพร้อมกันได้ โดยมุ่งลดเวลาที่เรือต้องจอดรอและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ท่าเทียบเรือ
ในด้านเทคโนโลยี Golden Island ใช้ระบบ Mass Flow Meter (MFM) สำหรับวัดปริมาณเชื้อเพลิงที่ถ่ายโอน ซึ่งช่วยให้การตรวจวัดมีความแม่นยำ ขณะที่การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยมีการประเมินอันตรายและศึกษาความเสี่ยงในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเริ่มดำเนินการจริง
ส่วน Stolthaven Singapore สนับสนุนการจัดเก็บ การจัดการ การถ่ายโอนระหว่างถัง ตลอดจนกระบวนการขนถ่ายเชื้อเพลิง เพื่อให้การทำงานตลอดห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบอัตโนมัติหรือการใช้ข้อมูลดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับกระบวนการทำงานให้รองรับเชื้อเพลิงทางเลือก โดยไม่กระทบต่อการให้บริการขนส่งสินค้าซึ่งเป็นภารกิจหลักของท่าเรือ
สิงคโปร์เร่งพัฒนามาตรฐานเชื้อเพลิงทางเลือก
นาย Ang Wee Keong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive) ของ Maritime and Port Authority of Singapore (MPA) กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เปิดโอกาสให้สิงคโปร์ทดสอบว่า ประสบการณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่สำหรับการเติมเมทานอลสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเชื้อเพลิงทางทะเลชนิดใหม่อย่างเอทานอลได้อย่างไร
ข้อมูลที่ได้จะช่วยพัฒนามาตรฐานและขั้นตอนปฏิบัติ เพื่อให้การเติมเชื้อเพลิงมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ รองรับอนาคตที่ท่าเรือสามารถให้บริการเชื้อเพลิงได้หลากหลายประเภท
ขณะที่ Emma Mazhari หัวหน้าฝ่ายตลาดพลังงาน (Head of Energy Markets) ของ Maersk ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจำเป็นต้องพัฒนาและขยายการใช้โซลูชันที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง โดยบริษัทดำเนินกลยุทธ์เชื้อเพลิงหลายประเภท เนื่องจากไม่มีเชื้อเพลิงชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมเดินเรือทั่วโลกได้ทั้งหมด
ด้าน Johnny Tan กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของ Golden Island กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการนำประสบการณ์ในการเติมเมทานอลมาใช้ร่วมกับมาตรการความปลอดภัย โดยบริษัทจะเดินหน้าลงทุนในบุคลากร เรือ และความเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับการจัดหาเชื้อเพลิงที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำลงให้แก่ลูกค้า
ส่วน Nelson Quek ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Regional CEO Southeast Asia) ของ PSA International มองว่า การเติมเชื้อเพลิงควบคู่กับการขนถ่ายสินค้าเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของท่าเรือสำหรับเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำชนิดใหม่ พร้อมสร้างองค์ความรู้ในการผสานกระบวนการเติมเชื้อเพลิงเข้ากับการดำเนินงานของท่าเทียบเรืออย่างปลอดภัย
จากการทดลองสู่โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือคาร์บอนต่ำ
ข้อมูลจากการเติมเชื้อเพลิงครั้งนี้จะถูกนำไปศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับใช้ข้อกำหนดทางเทคนิคสำหรับการเติมเมทานอลของสิงคโปร์ หรือ Technical Reference 129 (TR 129) กับเอทานอล รวมถึงประเมินว่าระบบวัดปริมาณเชื้อเพลิงด้วย MFM ที่ใช้อยู่สามารถนำมาใช้กับการเติมเอทานอลเชิงพาณิชย์ในอนาคตได้หรือไม่
เอทานอลมีลักษณะการจัดการบางประการคล้ายเมทานอล และสามารถใช้กับเครื่องยนต์ที่รองรับเมทานอลได้เมื่อมีการดัดแปลงตามความจำเป็น อย่างไรก็ตาม การนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางทะเลยังต้องพิจารณาความพร้อมของเครื่องยนต์ ระบบจัดเก็บและขนส่ง ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม
ในมิติ Smart City กรณีของสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับเมืองท่าให้พร้อมรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยการพัฒนาควบคู่กันทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีการตรวจวัด ระบบบริหารจัดการความเสี่ยง และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับภาคเอกชน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้กับเรือเท่านั้น
ทั้งนี้ การใช้ไบโอเอทานอลไม่ได้หมายความว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระดับเดียวกันทุกกรณี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตของเชื้อเพลิง
ความสำเร็จของสิงคโปร์จึงเป็นก้าวสำคัญด้านการทดสอบระบบเติมเชื้อเพลิงและการเตรียมความพร้อมของท่าเรือ แต่ผลด้านสิ่งแวดล้อมยังต้องพิจารณาจากข้อมูลการใช้งานจริงเพิ่มเติม..
ที่มา:
Maersk — Maersk completes the world’s largest ethanol bunkering in Singapore
Golden Island Pte. Ltd. — Golden Island Powers Milestone Achievement: Singapore Completes World’s Largest Ethanol Bunkering Operation







