
พิธาชี้รายได้ท่องเที่ยวกระจุกแค่ 5 จังหวัด ดันเที่ยวตามรอยหนัง-ชูสินค้าท้องถิ่น
"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ชี้รายได้ท่องเที่ยวกว่า 70% กระจุกใน 5 จังหวัด เสนอเปลี่ยนยุทธศาสตร์เน้นปริมาณสู่สร้างมูลค่าสูง พร้อมจับตา 5 เทรนด์โลก ดันเที่ยวตามรอยหนัง-ชูสินค้าท้องถิ่น
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ Senior Fellow, Harvard Kennedy School กล่าวในงาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA บนเวที “SAWASDEE, THAI RISING” ถึง ทัศนะและแนวทางการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย โดยชี้ให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่กระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดใหญ่ถึง 70% พร้อมเสนอเปลี่ยนยุทธศาสตร์ประเทศจาก High Volume เป็น High Value และสิ่งที่ต้องจับตา 5 เทรนด์การท่องเที่ยวโลก เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรองอย่างยั่งยืน
ชี้วิกฤตรายได้กระจุกตัว 5 จังหวัด
พิธาระบุว่า รายได้จากการท่องเที่ยวไทยกว่า 70% กระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ขณะที่อีก 72 จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกันเพียง 30% สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ระหว่างพื้นที่
นอกจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้ว การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวยังส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปริมาณขยะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และค่าเช่าที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต
WEF ชี้จุดอ่อน 'วัฒนธรรม-โครงสร้างพื้นฐาน'
พิธาระบุว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวจึงไม่ควรมุ่งดูแลเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กันไปด้วย พร้อมตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ มากขึ้น ลดการกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดหลัก และลดความเหลื่อมล้ำในภาคการท่องเที่ยว
สำหรับด้านอุปทาน (Supply) ข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) สะท้อนว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ซึ่งได้คะแนน 4.96 และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งได้คะแนน 4.89
อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดอ่อนสำคัญในการนำวัฒนธรรมมาใช้เป็นทรัพยากรเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว โดยไทยได้คะแนนเพียง 2.86 ต่ำกว่าอินโดนีเซียที่ได้คะแนนเกือบ 4 คะแนน ขณะที่ญี่ปุ่นและสเปนก็มีคะแนนค่อนข้างสูงเช่นกัน
พิธาระบุว่า ผลการประเมินดังกล่าวเป็นมุมมองจากต่างประเทศที่ช่วยให้ไทยเห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง โดยเฉพาะการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Gap) โดยเฉพาะระบบคมนาคมภายในประเทศที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางจากเมืองหลักไปยังเมืองรอง ไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟหรือการเชื่อมต่อการเดินทางรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง
จี้หน่วยงานท่องเที่ยวเปลี่ยนตัวชี้วัด
พิธาระบุว่า หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและกระทรวงที่เกี่ยวข้องควรติดตามตัวชี้วัดสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่พิจารณาเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยปีละ 30-40 ล้านคน แต่ต้องวัดอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป ระยะเวลาพำนักในประเทศไทย และการกระจายตัวของรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดทั้ง 3 ด้านของไทยยังแทบไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว มูลค่าการใช้จ่ายในประเทศ และการกระจุกตัวของรายได้จากการท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่าไทยจำเป็นต้องปรับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว
พิธามองว่า อนาคตการท่องเที่ยวไทยต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณ (High Volume) ไปสู่การสร้างมูลค่าสูง (High Value) โดยยังให้ความสำคัญกับจำนวนผู้มาเยือน แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาพำนักนานขึ้น ใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น และเดินทางกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ อย่างทั่วถึงกว่าเดิม
นอกจากนี้ ไทยควรปรับรูปแบบการท่องเที่ยวจาก Sun & Sea หรือการท่องเที่ยวที่เน้นทะเลและแสงแดด ไปสู่ Health & Culture ที่ผสานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเข้ากับทุนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น และลดข้อจำกัดจากการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว โดยสามารถต่อยอดวัฒนธรรมและการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง
จับตา 5 เทรนด์การท่องเที่ยวระดับโลก
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศปีละประมาณ 20-30 เที่ยวบินในช่วงที่ผ่านมา พิธาได้รวบรวม 5 เทรนด์สำคัญของการท่องเที่ยวโลกที่ไทยควรจับตามอง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ดังนี้
1. Hushpitality เมื่อความหรูหราคือความเงียบสงบ
Hushpitality เกิดจากการผสมคำว่า Hush ที่หมายถึงความเงียบ เข้ากับ Hospitality หรือการบริการด้านการต้อนรับ สะท้อนแนวคิดใหม่ของการท่องเที่ยวระดับหรูที่ไม่ได้วัดกันเพียงความโอ่อ่าหรือบริการที่เต็มไปด้วยกิจกรรม แต่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ความสงบ และการได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
พิธายกตัวอย่างว่า ในอดีตโรงแรมระดับ 5-6 ดาวมักเน้นบรรยากาศคึกคัก มีดนตรี มีพนักงานคอยให้บริการอย่างใกล้ชิด แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงบางกลุ่มกลับต้องการพื้นที่ที่ไม่วุ่นวาย สามารถพักผ่อนได้โดยไม่ถูกรบกวน
เทรนด์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรม แต่ยังขยายไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ เช่น ห้อง Quiet Room ในห้องสมุดที่บอสตัน หรือพื้นที่ Low Sensory ใน National Gallery Singapore ที่ออกแบบให้มีสิ่งเร้าน้อยลง เพื่อให้ผู้เข้าชมได้พักจากเสียง แสง และข้อมูลที่กระตุ้นประสาทสัมผัส
พิธามองว่า Hushpitality เป็นโอกาสสำหรับภาคการท่องเที่ยวไทยในการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวซึ่งต้องการความสงบและประสบการณ์การพักผ่อนที่มีคุณภาพมากขึ้น
2. Vocation เปลี่ยนจากการเลือกว่าจะไปไหน เป็นการถามว่าทำไมต้องไป
Vocation เป็นเทรนด์ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของนักท่องเที่ยว จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับคำถามว่า Where to go หรือจะเดินทางไปที่ไหน มาเป็น Why we should go หรือเหตุผลที่ทำให้ต้องเดินทางไปยังสถานที่นั้น
นักท่องเที่ยวอาจเลือกเดินทางเพื่ออยู่กับตัวเอง ต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ หรือกลับไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พิธาระบุว่า ผู้ประกอบการและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวไทยจึงต้องเข้าใจให้ได้ว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยเพราะอะไร ไม่ใช่เพียงนำเสนอว่าไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวใดบ้าง เพราะการเข้าใจแรงจูงใจจะช่วยให้สามารถออกแบบประสบการณ์และบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
3. Pastport ใช้การท่องเที่ยวเชื่อมโยงผู้คนกับรากเหง้าในอดีต
Pastport เป็นการผสมคำว่า Past ซึ่งหมายถึงอดีต กับ Passport หรือหนังสือเดินทาง สื่อถึงการเดินทางเพื่อค้นหาประวัติศาสตร์ รากเหง้า และเรื่องราวของครอบครัวหรือบรรพบุรุษ
พิธายกตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเองในฐานะลูกหลานชาวไหหลำ ซึ่งเดินทางไปยังเกาะไหหลำเพื่อค้นหาว่าบรรพบุรุษที่อพยพมาอยู่ในย่านสำเพ็งและเกาะสมุยมีต้นกำเนิดจากพื้นที่ใด
ขณะที่ประเทศกานาในทวีปแอฟริกา ก็เป็นตัวอย่างของการส่งเสริมการเดินทางกลับไปยังดินแดนต้นกำเนิดของผู้คนที่มีบรรพบุรุษเกี่ยวข้องกับประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และค้นหารากเหง้าของตนเอง ส่วนไอร์แลนด์ก็เป็นอีกประเทศที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวลักษณะนี้
สำหรับประเทศไทย พิธามองว่าแนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสในการต่อยอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่องราวของชุมชน และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายมากกว่าการเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ทั่วไป
4. Set-jetting เที่ยวตามรอยหนังและซีรีส์ ดึงนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง
Set-jetting เป็นการเล่นคำจาก Jet-setting โดยเปลี่ยนมาเน้นการเดินทางไปยังสถานที่ที่ปรากฏในภาพยนตร์และซีรีส์ ซึ่งกำลังเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสสถานที่จริงจากเรื่องราวที่ชื่นชอบ
พิธายกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง Perfect Days ของ Wim Wenders ซึ่งทำให้เขาสนใจวัฒนธรรมเกี่ยวกับห้องน้ำในญี่ปุ่น จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเดินทางไปสัมผัสสถานที่และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ แทนการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างคามาคุระหรือฮาราจูกุเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ กระแสจากซีรีส์อย่าง The White Lotus ยังสะท้อนให้เห็นว่าภาพยนตร์และซีรีส์สามารถช่วยสร้างความสนใจต่อจุดหมายปลายทางได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม พิธาเน้นว่า หัวใจสำคัญของ Set-jetting คือการใช้พลังของสื่อบันเทิงกระจายการเดินทางออกจากเมืองหลักไปยังเมืองรอง โดยยกตัวอย่างเมืองปูซานของเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นจากกระแสความบันเทิง ทำให้ผู้คนมีเหตุผลในการเดินทางไปยังเมืองอื่นนอกเหนือจากกรุงโซล
สำหรับประเทศไทย การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวกับภาพยนตร์ ซีรีส์ และเรื่องเล่าที่เป็นที่นิยม จึงอาจช่วยสร้างจุดหมายปลายทางใหม่และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้มากขึ้น
5. Goods Getaway เที่ยวเพื่อซื้อสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
Goods Getaway คือการเดินทางท่องเที่ยวโดยมีสินค้าเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกจุดหมายปลายทางเพียงเพราะอยากไปเที่ยว แต่ต้องการเดินทางไปซื้อสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ด้วย
พิธายกตัวอย่างการเดินทางไปจังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เพราะต้องการซื้อชาเขียว พร้อมเสนอว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาแนวคิดเดียวกันนี้ได้ เช่น การดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปจังหวัดแพร่เพื่อซื้อสินค้าท้องถิ่น หรือไปจังหวัดสกลนครเพื่อเลือกซื้อผ้าย้อมที่มีเอกลักษณ์
แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้สินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นกลายเป็นแรงจูงใจในการเดินทาง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชน และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดที่อาจไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางหลัก
พิธาสรุปว่า ทั้ง 5 เทรนด์ เป็นแนวโน้มที่ผู้บริหารและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวไทยควรศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง







