
สงครามดันพลังงานแพง ส.อ.ท.เร่งลดต้นทุนอุตสาหกรรมไทย
วิกฤตสงครามดันราคาพลังงานโลกพุ่ง กระทบต้นทุนขนส่งและอุตสาหกรรมไทย ส.อ.ท.ชูเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เร่งพลังงานหมุนเวียน ลดพึ่งพาฟอสซิลนำเข้า
KEY
POINTS
- สถานการณ์สงครามส่งผลให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า
- ส.อ.ท. เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันรณรงค์ประหยัดพลังงานเพื่อลดต้นทุนของประเทศ
- ในระยะยาว ส.อ.ท. ผลักดันให้ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยหันมาส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) และเชื้อเพลิงชีวภาพ
สงครามเขย่าพลังงานโลก ต้นทุนใหม่ที่อุตสาหกรรมไทยต้องรับมือ
ความขัดแย้งและสถานการณ์สงครามในภูมิภาคอ่าวกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาพลังงานในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งแรงกระเพื่อมมายังระบบเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ
เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายในการเดินทาง
แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนการขนส่งสินค้า ระบบโลจิสติกส์ และกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนต้องใช้พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการไทย ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงเป็นความท้าทายที่ต้องรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการบริหารต้นทุนการผลิตภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมราคาพลังงานจากภายนอกประเทศได้
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นอีกมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าอุตสาหกรรมไทยจะปรับตัวอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ประธาน ส.อ.ท. ชี้พลังงานแพงเป็นวิกฤตร่วมของทั้งโลก
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ PostToday ถึงสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นว่า
ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบและสงครามในภูมิภาคอ่าว
ดังนั้น การรับมือกับต้นทุนพลังงานจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการใดมาตรการหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
"ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น เราต้องเห็นภาพว่าราคาในตลาดโลกขึ้น เกิดผลมาจากความไม่สงบในสงครามอ่าว เพราะฉะนั้นจริง ๆ เป็นต้นทุนที่ขึ้นทั้งโลก"
นางพิมพ์ใจระบุว่า สิ่งแรกที่ภาคอุตสาหกรรมต้องดำเนินการ คือการกลับมาทบทวนกระบวนการผลิตของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
แนวทางดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถเริ่มดำเนินการได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง
"ในภาคอุตสาหกรรมเองต้องดูแลตัวเองขั้นหนึ่ง คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของตัวเอง และการร่วมกันประหยัดพลังงาน"
ประเด็นนี้สะท้อนว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือควบคุมค่าใช้จ่ายของโรงงาน
แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ต้นทุนพลังงานมีความไม่แน่นอนสูง
เสนอรัฐ-เอกชนร่วมประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนทั้งประเทศ
นอกเหนือจากการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละราย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังมองว่า การแก้ปัญหาพลังงานจำเป็นต้องยกระดับเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน
โดยเฉพาะภาครัฐที่ควรเข้ามามีบทบาทสนับสนุนและรณรงค์การใช้พลังงานอย่างประหยัด ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อให้การลดการใช้พลังงานเกิดผลในวงกว้าง
นางพิมพ์ใจยกตัวอย่างการรณรงค์ประหยัดพลังงานในอดีต ซึ่งเคยมีการนัดหมายร่วมกันปิดไฟ เพื่อลดการใช้พลังงาน โดยมองว่าความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวสามารถนำกลับมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้
"อยากให้ภาครัฐช่วยดูแล แล้วก็การรณรงค์ ถ้าหากเกิดได้ ทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมกันรณรงค์ลดการใช้พลังงาน ก็จะทำให้ต้นทุนทั้งหมดของประเทศสามารถที่จะลดลงได้"
"อย่างในอดีตจำได้ว่าเราเคยนัดกันดับไฟ การร่วมมือเหล่านี้ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาร่วมมือกัน"
แนวคิดดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการบริหารต้นทุนเศรษฐกิจ เพราะพลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของโรงงานอุตสาหกรรม
แต่ยังเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทุกด้าน ตั้งแต่การเดินทางของประชาชน การขนส่งวัตถุดิบ การกระจายสินค้า ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจบริการ
หากทุกภาคส่วนสามารถลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นได้พร้อมกัน ย่อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในภาพรวม แม้จะไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันหรือเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้โดยตรงก็ตาม
ดัน Solar Rooftop ใช้พลังงานที่ไทยผลิตเองได้
อย่างไรก็ตาม การประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือกับวิกฤตต้นทุนในระยะสั้น ขณะที่โจทย์ระยะยาวของประเทศไทย คือการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ
นางพิมพ์ใจมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ซึ่งสามารถช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศได้
หนึ่งในพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพคือพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาก และสามารถนำมาพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกสำหรับภาคอุตสาหกรรมได้
โดยเฉพาะการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่ภาคอุตสาหกรรมควรผลักดันให้เกิดการใช้งานมากขึ้น
"เราก็ต้องใช้พลังงานที่เกิดในพื้นแผ่นดินของประเทศเรา หรือพลังงานที่ประเทศเรามีอยู่ เรามีแสงอาทิตย์เยอะแยะ เราก็คงจะต้องกลับมาปรับโหมดมาสู่ Renewable Energy"
"ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากโซลาร์ก็ตาม หรือการผลักดัน Solar Rooftop เหล่านี้เป็นตัวที่เรากำลังต้องไป เพื่อลดความพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากฟอสซิล"
สำหรับภาคอุตสาหกรรม การหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์จึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์บริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานในอนาคต
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศจะช่วยสร้างทางเลือกให้ผู้ประกอบการ และลดการผูกติดกับความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลในตลาดโลก
แม้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังต้องพิจารณาความเหมาะสมด้านการลงทุนและลักษณะการใช้พลังงานของแต่ละกิจการ
ปลุกพลังงาน "น้ำมันบนดิน" ดันเอทานอลลดพึ่งฟอสซิล
อีกหนึ่งแนวทางที่ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญ คือการนำทรัพยากรภายในประเทศมาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuel เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ
นางพิมพ์ใจระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานชีวภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนการมี "น้ำมันบนดิน" โดยยกตัวอย่างเอทานอล (Ethanol) ที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเชื้อเพลิงสำหรับภาคการขนส่งได้
"เรายังมีน้ำมันบนดินอีก อย่างเช่นเอทานอล เหล่านี้ต้องกลับมาเป็น Biofuel ก็จะลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลได้"
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการมองนโยบายพลังงานให้เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศเพื่อผลิตพลังงานทดแทน
ในเชิงเศรษฐกิจ การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพยังมีความเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูป และภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิต ความพร้อมของวัตถุดิบ และความเหมาะสมกับระบบพลังงาน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นได้ในระยะยาว
จากวิกฤตพลังงานสู่โจทย์ความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
เมื่อพิจารณาแนวทางที่นางพิมพ์ใจเสนอ จะเห็นว่าการรับมือกับวิกฤตพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยมีสองระดับสำคัญ
ระดับแรก คือการลดต้นทุนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการประหยัดพลังงาน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ใช้พลังงานทั่วประเทศ
ระดับที่สอง คือการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานในระยะยาว ด้วยการเพิ่มบทบาทของพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Rooftop และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อกระจายแหล่งพลังงานและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า
ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายร่วมกัน คือการทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถบริหารต้นทุนพลังงานได้ดีขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์
ในมุมของภาคธุรกิจ วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่กำลังสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกประเทศ
ยิ่งความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนมากขึ้นเท่าใด ความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
ข้อเสนอของประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจึงสะท้อนทิศทางการปรับตัวที่สำคัญว่า ประเทศไทยไม่อาจรับมือกับวิกฤตพลังงานด้วยการรอให้สถานการณ์สงครามคลี่คลายและราคาพลังงานกลับมาลดลงเพียงอย่างเดียว
แต่จำเป็นต้องใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ทรัพยากรพลังงานที่ประเทศไทยมีอยู่
เพราะในระยะยาว ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยอาจไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการผลิตสินค้าให้มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงจากพลังงานโลกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้







