posttoday
สงครามดันพลังงานแพง ส.อ.ท.เร่งลดต้นทุนอุตสาหกรรมไทย

สงครามดันพลังงานแพง ส.อ.ท.เร่งลดต้นทุนอุตสาหกรรมไทย

21 ตุลาคม 2569

วิกฤตสงครามดันราคาพลังงานโลกพุ่ง กระทบต้นทุนขนส่งและอุตสาหกรรมไทย ส.อ.ท.ชูเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เร่งพลังงานหมุนเวียน ลดพึ่งพาฟอสซิลนำเข้า

KEY

POINTS

  • สถานการณ์สงครามส่งผลให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า
  • ส.อ.ท. เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันรณรงค์ประหยัดพลังงานเพื่อลดต้นทุนของประเทศ
  • ในระยะยาว ส.อ.ท. ผลักดันให้ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยหันมาส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) และเชื้อเพลิงชีวภาพ

สงครามเขย่าพลังงานโลก ต้นทุนใหม่ที่อุตสาหกรรมไทยต้องรับมือ

 

ความขัดแย้งและสถานการณ์สงครามในภูมิภาคอ่าวกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาพลังงานในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งแรงกระเพื่อมมายังระบบเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ

 

เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายในการเดินทาง

 

แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนการขนส่งสินค้า ระบบโลจิสติกส์ และกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนต้องใช้พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

สำหรับผู้ประกอบการไทย ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงเป็นความท้าทายที่ต้องรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการบริหารต้นทุนการผลิตภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมราคาพลังงานจากภายนอกประเทศได้

สงครามดันพลังงานแพง ส.อ.ท.เร่งลดต้นทุนอุตสาหกรรมไทย

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นอีกมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าอุตสาหกรรมไทยจะปรับตัวอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน


 

ประธาน ส.อ.ท. ชี้พลังงานแพงเป็นวิกฤตร่วมของทั้งโลก

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ PostToday ถึงสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นว่า

 

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบและสงครามในภูมิภาคอ่าว

 

ดังนั้น การรับมือกับต้นทุนพลังงานจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการใดมาตรการหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

"ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น เราต้องเห็นภาพว่าราคาในตลาดโลกขึ้น เกิดผลมาจากความไม่สงบในสงครามอ่าว เพราะฉะนั้นจริง ๆ เป็นต้นทุนที่ขึ้นทั้งโลก"

 

นางพิมพ์ใจระบุว่า สิ่งแรกที่ภาคอุตสาหกรรมต้องดำเนินการ คือการกลับมาทบทวนกระบวนการผลิตของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

แนวทางดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถเริ่มดำเนินการได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง

 

"ในภาคอุตสาหกรรมเองต้องดูแลตัวเองขั้นหนึ่ง คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของตัวเอง และการร่วมกันประหยัดพลังงาน"

 

ประเด็นนี้สะท้อนว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือควบคุมค่าใช้จ่ายของโรงงาน

 

แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ต้นทุนพลังงานมีความไม่แน่นอนสูง
 

เสนอรัฐ-เอกชนร่วมประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนทั้งประเทศ

 

นอกเหนือจากการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละราย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังมองว่า การแก้ปัญหาพลังงานจำเป็นต้องยกระดับเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน

 

โดยเฉพาะภาครัฐที่ควรเข้ามามีบทบาทสนับสนุนและรณรงค์การใช้พลังงานอย่างประหยัด ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อให้การลดการใช้พลังงานเกิดผลในวงกว้าง

 

นางพิมพ์ใจยกตัวอย่างการรณรงค์ประหยัดพลังงานในอดีต ซึ่งเคยมีการนัดหมายร่วมกันปิดไฟ เพื่อลดการใช้พลังงาน โดยมองว่าความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวสามารถนำกลับมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้

 

"อยากให้ภาครัฐช่วยดูแล แล้วก็การรณรงค์ ถ้าหากเกิดได้ ทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมกันรณรงค์ลดการใช้พลังงาน ก็จะทำให้ต้นทุนทั้งหมดของประเทศสามารถที่จะลดลงได้"

 

"อย่างในอดีตจำได้ว่าเราเคยนัดกันดับไฟ การร่วมมือเหล่านี้ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาร่วมมือกัน"

 

แนวคิดดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการบริหารต้นทุนเศรษฐกิจ เพราะพลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของโรงงานอุตสาหกรรม

 

แต่ยังเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทุกด้าน ตั้งแต่การเดินทางของประชาชน การขนส่งวัตถุดิบ การกระจายสินค้า ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจบริการ

 

หากทุกภาคส่วนสามารถลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นได้พร้อมกัน ย่อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในภาพรวม แม้จะไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันหรือเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้โดยตรงก็ตาม

สงครามดันพลังงานแพง ส.อ.ท.เร่งลดต้นทุนอุตสาหกรรมไทย

ดัน Solar Rooftop ใช้พลังงานที่ไทยผลิตเองได้

 

อย่างไรก็ตาม การประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือกับวิกฤตต้นทุนในระยะสั้น ขณะที่โจทย์ระยะยาวของประเทศไทย คือการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ

 

นางพิมพ์ใจมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ซึ่งสามารถช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศได้

 

หนึ่งในพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพคือพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาก และสามารถนำมาพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกสำหรับภาคอุตสาหกรรมได้

 

โดยเฉพาะการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่ภาคอุตสาหกรรมควรผลักดันให้เกิดการใช้งานมากขึ้น

 

"เราก็ต้องใช้พลังงานที่เกิดในพื้นแผ่นดินของประเทศเรา หรือพลังงานที่ประเทศเรามีอยู่ เรามีแสงอาทิตย์เยอะแยะ เราก็คงจะต้องกลับมาปรับโหมดมาสู่ Renewable Energy"

 

"ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากโซลาร์ก็ตาม หรือการผลักดัน Solar Rooftop เหล่านี้เป็นตัวที่เรากำลังต้องไป เพื่อลดความพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากฟอสซิล"

 

สำหรับภาคอุตสาหกรรม การหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์จึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์บริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานในอนาคต

 

การเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศจะช่วยสร้างทางเลือกให้ผู้ประกอบการ และลดการผูกติดกับความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลในตลาดโลก

 

แม้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังต้องพิจารณาความเหมาะสมด้านการลงทุนและลักษณะการใช้พลังงานของแต่ละกิจการ

สงครามดันพลังงานแพง ส.อ.ท.เร่งลดต้นทุนอุตสาหกรรมไทย

ปลุกพลังงาน "น้ำมันบนดิน" ดันเอทานอลลดพึ่งฟอสซิล

 

อีกหนึ่งแนวทางที่ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญ คือการนำทรัพยากรภายในประเทศมาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuel เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ

 

นางพิมพ์ใจระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานชีวภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนการมี "น้ำมันบนดิน" โดยยกตัวอย่างเอทานอล (Ethanol) ที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเชื้อเพลิงสำหรับภาคการขนส่งได้

 

"เรายังมีน้ำมันบนดินอีก อย่างเช่นเอทานอล เหล่านี้ต้องกลับมาเป็น Biofuel ก็จะลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลได้"

 

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการมองนโยบายพลังงานให้เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศเพื่อผลิตพลังงานทดแทน

 

ในเชิงเศรษฐกิจ การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพยังมีความเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูป และภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม การขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิต ความพร้อมของวัตถุดิบ และความเหมาะสมกับระบบพลังงาน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นได้ในระยะยาว


จากวิกฤตพลังงานสู่โจทย์ความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย


เมื่อพิจารณาแนวทางที่นางพิมพ์ใจเสนอ จะเห็นว่าการรับมือกับวิกฤตพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยมีสองระดับสำคัญ

 

ระดับแรก คือการลดต้นทุนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการประหยัดพลังงาน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ใช้พลังงานทั่วประเทศ

 

ระดับที่สอง คือการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานในระยะยาว ด้วยการเพิ่มบทบาทของพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Rooftop และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อกระจายแหล่งพลังงานและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า

 

ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายร่วมกัน คือการทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถบริหารต้นทุนพลังงานได้ดีขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์

 

ในมุมของภาคธุรกิจ วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่กำลังสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกประเทศ

 

ยิ่งความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนมากขึ้นเท่าใด ความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

 

ข้อเสนอของประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจึงสะท้อนทิศทางการปรับตัวที่สำคัญว่า ประเทศไทยไม่อาจรับมือกับวิกฤตพลังงานด้วยการรอให้สถานการณ์สงครามคลี่คลายและราคาพลังงานกลับมาลดลงเพียงอย่างเดียว

 

แต่จำเป็นต้องใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ทรัพยากรพลังงานที่ประเทศไทยมีอยู่

 

เพราะในระยะยาว ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยอาจไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการผลิตสินค้าให้มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงจากพลังงานโลกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้
 

ข่าวล่าสุด

“จุลพันธ์” ดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำที่บ้านฉบับใหม่ คุมเบี้ยวค่าจ้าง เพิ่มโทษปรับ 2 ล้าน

“จุลพันธ์” ดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำที่บ้านฉบับใหม่ คุมเบี้ยวค่าจ้าง เพิ่มโทษปรับ 2 ล้าน