
เยอรมนีเล็งเจาะถ้ำเกลือลึก 1,000 เมตร ทำแบตเตอรี่ยักษ์เก็บไฟฟ้าสะอาด
ไม่ง้อลิเธียม! เยอรมนีเล็งใช้ถ้ำเกลือใต้ดินเก็บพลังงานด้วยอากาศอัด สำรองไฟฟ้าหมุนเวียนได้นานหลายสัปดาห์ ตั้งเป้าเปิดโรงงานเชิงพาณิชย์ปี 2028
KEY
POINTS
- เยอรมนีมีแผนใช้ถ้ำเกลือใต้ดินเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่สำหรับเก็บพลังงานสะอาด โดยใช้เทคโนโลยี AirBattery ที่กักเก็บพลังงานด้วยการอัดอากาศแรงดันสูงไว้ในโพรงเกลือ
- โครงการนี้ตั้งเป้าเปิดโรงงานเชิงพาณิชย์แห่งแรกภายในปี 2028 เพื่อใช้ประโยชน์จากโพรงเกลือจำนวนมากในประเทศสำหรับกักเก็บพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินไว้ใช้ในระยะยาว
- แม้เทคโนโลยีนี้จะมีอายุการใช้งานนานหลายสิบปี แต่ยังมีความท้าทายในการพิสูจน์ความคุ้มค่าด้านต้นทุนและต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บและนำพลังงานกลับมาใช้ในระดับอุตสาหกรรม
เยอรมนีเล็งเปลี่ยนถ้ำเกลือใต้ดินเป็นแบตเตอรี่ยักษ์ กักเก็บไฟฟ้าหมุนเวียนระยะยาว
เทคโนโลยี AirBattery ใช้อากาศอัดเก็บพลังงานในโพรงเกลือใต้ดิน ตั้งเป้าเปิดโรงงานเชิงพาณิชย์ปี 2028 ชูจุดเด่นอายุใช้งานหลายสิบปี แต่ยังต้องพิสูจน์ต้นทุนและประสิทธิภาพในระดับอุตสาหกรรม
พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอาจผลิตไฟฟ้าได้มากในบางช่วงเวลา แต่เมื่อแสงแดดหมดหรือลมสงบ กำลังผลิตก็ลดลงตามไปด้วย การกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินไว้ใช้ภายหลังจึงเป็นโจทย์สำคัญของระบบพลังงานสะอาด โดยเฉพาะเมืองที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงจากอาคาร ระบบขนส่ง และศูนย์ข้อมูล
หนึ่งในแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจคือการนำโพรงเกลือใต้ดินมาใช้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ โดยบริษัท Augwind Energy พัฒนาเทคโนโลยี AirBattery
ซึ่งใช้หลักการกักเก็บพลังงานด้วยอากาศอัด (Compressed Air Energy Storage: CAES) เพื่อเก็บพลังงานส่วนเกินและนำกลับมาผลิตไฟฟ้าเมื่อระบบต้องการ
บริษัท Augwind Energy พัฒนาเทคโนโลยี AirBattery ซึ่งใช้หลักการกักเก็บพลังงานด้วยอากาศอัด (Compressed Air Energy Storage: CAES) โดยอาศัยโพรงเกลือใต้ดินเป็นแหล่งเก็บอากาศแรงดันสูง เพื่อสำรองพลังงานไว้ใช้งานได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์
เปลี่ยนโพรงใต้ดินเป็นแหล่งสำรองไฟฟ้า
ระบบ AirBattery ใช้ไฟฟ้าส่วนเกินขับปั๊มน้ำ โดยน้ำจะทำหน้าที่คล้ายลูกสูบเพื่อบีบอัดอากาศให้มีแรงดันสูง ก่อนส่งอากาศไปเก็บไว้ในโพรงเกลือใต้ดินที่ปิดผนึกไว้
เมื่อถึงเวลาต้องการใช้ไฟฟ้า อากาศแรงดันสูงจะถูกปล่อยออกมาเพื่อดันน้ำให้ไหลผ่านกังหัน ซึ่งขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและส่งพลังงานกลับเข้าสู่ระบบ
ข้อได้เปรียบสำคัญคือสามารถกักเก็บพลังงานปริมาณมากเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยไม่ต้องพึ่งพาวัสดุแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นตัวกลาง
และอาจใช้พื้นที่บนผิวดินน้อยกว่าระบบสูบน้ำกลับบางรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การใช้งานจำเป็นต้องมีสภาพธรณีวิทยาที่เหมาะสมและโพรงใต้ดินที่สามารถรองรับแรงดันได้อย่างปลอดภัย
เยอรมนีตั้งเป้าพัฒนาเชิงพาณิชย์ภายในปี 2028
ข้อมูลจาก New Atlas รายงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2025 ว่า Augwind ตั้งเป้าพัฒนาโรงงาน AirBattery เชิงพาณิชย์แห่งแรกในเยอรมนีให้พร้อมดำเนินงานภายในปี 2028
โดยระบบสาธิตมีประสิทธิภาพการกักเก็บและนำพลังงานกลับมาใช้ (Round-trip efficiency) อยู่ที่ 47% และบริษัทคาดหวังว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 60% เมื่อพัฒนาระบบเชิงพาณิชย์สำเร็จ
ประสิทธิภาพดังกล่าวหมายความว่า หากป้อนพลังงานไฟฟ้าเข้าไป 100 หน่วย ระบบที่มีประสิทธิภาพ 47% จะผลิตไฟฟ้ากลับมาได้ประมาณ 47 หน่วย ส่วนที่เหลือสูญเสียไปในกระบวนการแปลงพลังงาน จึงยังต้องประเมินต้นทุนต่อหน่วยไฟฟ้าที่กักเก็บได้ตลอดอายุโครงการก่อนสรุปความคุ้มค่า
บริษัทประเมินว่าเยอรมนีมีโพรงเกลือที่เหมาะสมมากกว่า 400 แห่ง แต่ละแห่งอาจรองรับพลังงานที่นำกลับมาผลิตไฟฟ้าได้ 3–8 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ขณะที่จีนก็สำรวจแนวทางใช้โพรงเกลือสำหรับกักเก็บพลังงานเช่นกัน
ทั้งนี้ ถ้ำเกลือใต้ดินลึกประมาณ 600–1,000 เมตร เหมาะสำหรับกักเก็บอากาศแรงดันสูง เพราะหินเกลือมีความทึบแน่นและยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อแรงดันและช่วยปิดรอยร้าวขนาดเล็กได้ โพรงยังสร้างได้ด้วยการใช้น้ำละลายชั้นเกลือ จึงเป็นทางเลือกสำหรับกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ในระยะยาว
โจทย์ Smart City คือการเก็บไฟฟ้าให้คุ้มค่า
สำหรับเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานระยะยาวอาจช่วยให้การใช้พลังงานหมุนเวียนมีความต่อเนื่องมากขึ้น ลดข้อจำกัดจากความผันผวนของแสงแดดและลม และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้าที่รองรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ อาคารขนาดใหญ่ และศูนย์ข้อมูล
แต่การมีแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทดแทนแบตเตอรี่ทุกประเภทได้ทันที เพราะต้องพิจารณาประสิทธิภาพ ต้นทุนตลอดอายุโครงการ สภาพพื้นที่ และความสามารถในการจ่ายไฟให้ตรงกับความต้องการจริง
แม้ Augwind ระบุว่า AirBattery อาจใช้งานได้หลายสิบปีและมีการเสื่อมสภาพต่ำ แต่ต้นทุนการกักเก็บพลังงานตลอดอายุระบบยังเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องรอการประเมินเพิ่มเติม
ดังนั้น ความท้าทายของพลังงานสะอาดไม่ได้จบเพียงการผลิตไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น แต่คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเชื่อถือได้
แหล่งอ้างอิง: Abhimanyu Ghoshal, New Atlas, “Underground salt caves could become massive batteries storing weeks of clean energy,”







