posttoday
เฟดกุมขมับ! AI บูมดันเงินเฟ้อพุ่ง หวั่นขึ้นดอกเบี้ยสกัดไม่อยู่

เฟดกุมขมับ! AI บูมดันเงินเฟ้อพุ่ง หวั่นขึ้นดอกเบี้ยสกัดไม่อยู่

20 ตุลาคม 2569

เฟดกุมขมับ! กระแส AI บูมดันเงินเฟ้อพุ่ง ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หวั่นขึ้นดอกเบี้ยสกัดไม่อยู่ SME-ประชาชนรับเคราะห์แทน

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยอมรับว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเม็ดเงินลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็น 3% ของ GDP ในปีหน้า) กำลังเป็นแรงกระแทกที่เร่งให้ปัญหาเงินเฟ้อจัดการได้ยากขึ้น

 

สถานการณ์นี้บีบให้เฟดอาจต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมจากระดับ 3.75%-4.00% เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ โดยภาระต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นกำลังตกไปอยู่ที่ธุรกิจ SME ภาคอสังหาริมทรัพย์ และครัวเรือนแทนกลุ่มยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี

 

ท่ามกลางกระแสการลงทุนด้าน AI ที่เติบโตอย่างร้อนแรง คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มออกมาส่งสัญญาณตรงกันว่า อุตสาหกรรม AI กำลังทำให้การควบคุมระดับราคาสินค้าและบริการทำได้ยากขึ้น เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่แถวหน้าอย่าง Amazon, Apple และ Anthropic มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก จนแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเลย

 

ในทางกลับกัน เครื่องมือหลักของเฟดอย่างการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลับส่งผลกระทบต่อแต่ละภาคส่วนอย่างไม่เท่าเทียม ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ AI ทุ่มเม็ดเงินลงทุนได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

 

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า "ความเจ็บปวด" จากต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นกำลังไหลไปตกอยู่กับภาคส่วนอื่นแทน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่จำต้องพับแผนการลงทุน รวมถึงภาคครัวเรือนที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อหมุนเวียนสภาพคล่อง

 

เฟดกุมขมับ! AI บูมดันเงินเฟ้อพุ่ง หวั่นขึ้นดอกเบี้ยสกัดไม่อยู่


 

เนลา ริชาร์ดสัน (Nela Richardson) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ADP ประเมินว่า แม้เฟดยังพอมีทางดึงเงินเฟ้อให้ลงมาแตะเป้าหมายที่ 2% ได้ หลังจากพลาดเป้านี้มานานกว่า 5 ปี แต่หนทางกลับดูเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาอยู่ก่อนแล้ว ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างในตลาดแรงงานก็ไม่ได้เป็นตัวเร่งเงินเฟ้ออีกต่อไป

 

"คำถามคือ แล้วส่วนไหนจะต้องรับแรงกระแทกต่อจากนี้? คำตอบคือธุรกิจรายย่อยที่ต้องพึ่งพาเงินกู้ธนาคาร ผู้บริโภคที่ต้องหมุนเงินผ่านสินเชื่อและบัตรเครดิต หรืออาจรวมถึงตลาดหุ้นด้วย" — เนลา ริชาร์ดสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ADP

 

ริชาร์ดสันอธิบายเสริมว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นเป็นตัวช่วยพยุงการใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีฐานะดี แต่ตลาดหุ้นเองก็อ่อนไหวต่อการขึ้นดอกเบี้ยไม่แพ้กัน สะท้อนได้จากสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นร่วงลงทันทีหลังตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ทำให้นักลงทุนประเมินว่าเฟดคงหนีไม่พ้นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นไปอีก

 

ด้าน เบธ แฮมแมค (Beth Hammack) ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เมื่อวันจันทร์ โดยชี้ว่าการที่ตลาดหุ้นลดความร้อนแรงลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกกลุ่ม AI เริ่มชะลอตัว ถือเป็นกลไกที่จะช่วยให้ดอกเบี้ยขาขึ้นสามารถลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจในภาพรวมลงได้บ้าง

 

ท่าทีของประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์และผู้บริหารเฟดคนอื่นๆ ในงานประชุม สมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติ (NABE) ได้สะท้อนประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบันได้อย่างไร และจะช่วยชะลอเงินเฟ้อลงได้ด้วยวิธีไหน

 

เฟดกุมขมับ! AI บูมดันเงินเฟ้อพุ่ง หวั่นขึ้นดอกเบี้ยสกัดไม่อยู่

 

 

จับตาประชุมเฟด 27-28 ต.ค. กับโจทย์ใหญ่ของ "เควิน วอร์ช" 

 

สำหรับการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 27-28 ตุลาคมนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75%-4.00%

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยขณะนี้กำลังถกเถียงกันถึงจังหวะเวลาและระดับความแรงของการขึ้นดอกเบี้ย

 

เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟด ได้กล่าวในที่ประชุม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ ประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ถือเป็น "แรงกระแทก" (Shock) ต่อระดับราคาและอุปสงค์ในตลาด แม้ว่าในระยะยาวจะสร้างประโยชน์ด้านความมั่งคั่งและผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

 

"หากคุณเป็นนายธนาคารกลางที่มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาควบคู่ไปกับการดูแลการจ้างงานให้เต็มศักยภาพ คุณต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์นี้คือแรงกระแทกครั้งใหญ่" — เควิน วอร์ช  

 

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่วอร์ชยังไม่ได้ระบุชัดเจนคือ เฟดจะรับมือกับแรงกดดันด้านราคาที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้อย่างไร และผลลัพธ์จะกระทบต่อเศรษฐกิจนอกกลุ่ม AI มากน้อยเพียงใด

 

ย้อนกลับไปในการแถลงข่าวหลังการประชุมเมื่อเดือนก่อน วอร์ชเคยระบุว่าเฟดไม่จำเป็นต้อง "สร้างความเสียหายให้กับตลาดแรงงาน" เพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% และเคยตั้งข้อสังเกตในช่วงฤดูร้อนว่าภาคอสังหาริมทรัพย์และเกษตรกรรมเริ่มตึงตัว แต่เขายังไม่เคยอธิบายลงลึกว่าดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะกดเงินเฟ้อลงด้วยวิธีใด

 

ด้าน ชาร์ลส์ อีแวนส์ (Charles Evans) อดีตประธานเฟดสาขาชิคาโก กล่าวในเวทีเสวนาของ NABE อย่างตรงไปตรงมาว่า การที่วอร์ชระบุว่าไม่เห็นความขัดแย้งระหว่างการแก้ปัญหาเงินเฟ้อกับการว่างงานนั้น สมควรต้องอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะทุกฝ่ายต่างทราบดีว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อมีความเสี่ยงและผลกระทบตามมาอย่างไร

 

เฟดกุมขมับ! AI บูมดันเงินเฟ้อพุ่ง หวั่นขึ้นดอกเบี้ยสกัดไม่อยู่

 

เส้นทางดึงเงินเฟ้อสู่เป้า 2% กับตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา

 

อย่างไรก็ดี เฟดยังพอมีปัจจัยหนุนจากภายนอกและทิศทางนโยบายการคลัง ที่อาจช่วยลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อลงได้บ้าง ได้แก่

 

  • สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย: หากสงครามในอิหร่านหาทางออกได้สำเร็จ จนฉุดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลงมา

 

  • การชะลอมาตรการภาษี: หากประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเลื่อนการตั้งกำแพงภาษีออกไปก่อน

 

  • เมกะโปรเจกต์ AI สะดุด: หากโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ต้องล่าช้าออกไป เพราะเผชิญกระแสต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่

 

  • นโยบายการคลังที่ตึงตัวขึ้น: การตัดลดสวัสดิการด้านสาธารณสุข ประกอบกับมาตรการลดหย่อนภาษีที่กำลังจะหมดอายุลง ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมราว 0.5% ของ GDP จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัว

 

ถึงอย่างนั้น  นักกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคจาก Wellington Management ย้ำว่าภารกิจดึงเงินเฟ้อกลับสู่กรอบ 2% ครั้งนี้ไม่ง่าย และต้องแลกมากับความบอบช้ำทางเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

เพราะหากตัดกลุ่มยักษ์ใหญ่ด้าน AI ออกไป ตลาดหุ้นโดยรวมไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เห็น ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีหน้าก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง ส่วนผู้บริโภคกลุ่มรายได้น้อยเริ่มรัดเข็มขัดและลดการใช้จ่ายลงอย่างชัดเจน เพราะเมื่อหักลบกับเงินเฟ้อแล้ว รายได้ที่แท้จริงแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอังคารที่ 20 ต.ค. 69

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอังคารที่ 20 ต.ค. 69