
ดาวเทียมยกระดับบริหารน้ำไทย GISTDA ผนึกกรมชลฯ-สทนช. สู่ Smart Water
GISTDA จับมือกรมชลประทาน-สทนช. เชื่อมข้อมูลดาวเทียม ภูมิสารสนเทศ และข้อมูลภาคสนาม สู่การวางแผนรับมือภัยแล้ง-น้ำท่วมแม่นยำขึ้น
KEY
POINTS
- GISTDA ร่วมมือกับกรมชลประทาน และ สทนช. นำเทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศมาใช้ยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
- ใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามตัวแปรสำคัญในภาคการเกษตร เช่น สถานการณ์ภัยแล้ง ความต้องการใช้น้ำของพืช และความชื้นในดิน เพื่อประเมินความเสี่ยง
- เป้าหมายคือการสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมโยงข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลภาคสนาม และ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำ
GISTDA จับมือกรมชลประทานและ สทนช. ใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศติดตามภัยแล้ง ความต้องการใช้น้ำของพืช และความชื้นในดิน ก่อนต่อยอดสู่ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารน้ำระดับพื้นที่
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
ด้วยการนำข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาเชื่อมโยงกับข้อมูลน้ำและข้อมูลภาคสนาม เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากอวกาศให้เป็นสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจได้ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับพื้นที่
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ทั้ง 3 หน่วยงานจัดประชุมคณะทำงาน “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ”
พร้อมจัดเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้บริหารจัดการน้ำ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ โดยมี นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ GISTDA และที่ปรึกษาคณะทำงานฯ เป็นประธานการประชุม
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานตลอดปี 2568-2569 คือการนำข้อมูลดาวเทียมมาช่วยติดตามตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ทั้งสถานการณ์ภัยแล้ง การใช้น้ำของพืช ความชื้นในดิน และความเครียดของพืช พร้อมพัฒนาระบบ “เช็คแล้ง (Crops Drought)” เพื่อประเมินความเสี่ยงภัยแล้งและติดตามการใช้น้ำของพืชในพื้นที่เกษตร
ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในหลายระดับ ตั้งแต่การวางแผนเชิงนโยบาย การปฏิบัติงานของหน่วยงาน ไปจนถึงการใช้งานในระดับพื้นที่และเกษตรกร ขณะที่ในปี 2570 GISTDA เตรียมต่อยอดจากการ “ติดตามสถานการณ์” ไปสู่การพัฒนาสารสนเทศที่ช่วย วางแผนและตัดสินใจบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ มากขึ้น
ประเด็นนี้สะท้อนทิศทางของการบริหารเมืองและทรัพยากรแบบ Smart City ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเทคโนโลยีมาเก็บข้อมูล แต่เป็นการเชื่อมข้อมูลหลายแหล่งเข้าด้วยกัน
เพื่อให้หน่วยงานสามารถมองเห็นสถานการณ์ในพื้นที่และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภัยแล้ง น้ำท่วม และความต้องการใช้น้ำเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ในเวทีเสวนา “จากข้อมูลดาวเทียมสู่การตัดสินใจ ร่วมขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย” นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงความสำคัญของการนำข้อมูล เครื่องมือ
และข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านน้ำ โดยเฉพาะข้อมูลเชิงพื้นที่ที่สามารถสนับสนุนตั้งแต่การกำหนดนโยบายและมาตรการ ไปจนถึงการติดตามสถานการณ์น้ำและภัยแล้ง
โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานกลางด้านข้อมูลและความแม่นยำ
เพื่อให้ข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันและนำไปต่อยอดการวางแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้าน ดร.ธเนศ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า ข้อมูลดาวเทียมสามารถเข้ามาสนับสนุนภารกิจด้านการติดตามพื้นที่เกษตรและสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ
โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลการส่งน้ำและข้อมูลจากภาคสนาม รวมถึงการคำนวณค่าการระเหยน้ำ หรือ Evapotranspiration (ET) เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำของพืชในแต่ละพื้นที่
กรมชลประทานยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่ แบบจำลอง และ AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการคาดการณ์สถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการน้ำ ขณะที่ข้อมูลจากดาวเทียมจะช่วยเติมภาพพื้นที่ให้ละเอียดขึ้นจากข้อมูลที่มีอยู่เดิม
ขณะที่ ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ Geospatial Intelligence (GI) หรือการนำข้อมูลเชิงพื้นที่มาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
โดยเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมให้กลายเป็นสารสนเทศที่ทันต่อสถานการณ์ หรือ Near Real-Time และเชื่อมเข้ากับข้อมูลน้ำและข้อมูลตรวจวัดภาคสนาม
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานสามารถนำข้อมูลไปใช้ตั้งแต่การวิเคราะห์และวินิจฉัยสถานการณ์ การวางแผน ไปจนถึงการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ ทั้งยังสามารถนำองค์ความรู้เฉพาะด้านมาผสานกับข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการคาดการณ์และการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง รวมถึงสนับสนุนการทำเกษตรที่แม่นยำมากขึ้น
ส่วน ดร.พรเทพ นวกิจกนก ผู้อำนวยการศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ GISTDA กล่าวว่า เทคโนโลยีอวกาศกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้กับการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากดาวเทียมสามารถติดตามสถานการณ์ในภาพรวมของพื้นที่ขนาดใหญ่
และมีข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ทั้งดาวเทียม Optical, Thermal และ Radar ซึ่งสามารถนำมาผสานกับข้อมูลเชิงพื้นที่จากแหล่งอื่น เพื่อสร้างภาพสถานการณ์ที่ครอบคลุมมากขึ้น
ทิศทางดังกล่าวยังสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของข้อมูลดาวเทียมจากเดิมที่ใช้เพื่อ “มองเห็น” สถานการณ์บนพื้นโลก ไปสู่การเป็น โครงสร้างข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ
โดย GISTDA มุ่งพัฒนาข้อมูลและผลิตภัณฑ์จากดาวเทียมให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับปฏิบัติการ และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชน
การทำงานร่วมกันของ GISTDA กรมชลประทาน และ สทนช. จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การใช้ดาวเทียมติดตามน้ำหรือภัยแล้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อม “ดาวเทียม-ภูมิสารสนเทศ-ข้อมูลน้ำ-ข้อมูลภาคสนาม-แบบจำลองและ AI” เข้าด้วยกัน
เพื่อให้ข้อมูลถูกเปลี่ยนเป็นสารสนเทศที่นำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการระดับปฏิบัติการ ไปจนถึงการตัดสินใจของพื้นที่และเกษตรกร ซึ่งเป็นอีกก้าวของการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหารทรัพยากรน้ำของไทยให้แม่นยำและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น







