
ไทยจับมือญี่ปุ่นสร้างศูนย์วิจัยแสง ใหญ่สุดอาเซียน เปิดใช้ 2577 ดัน EECi สู่ฮับวิจัย
ไทยจับมือญี่ปุ่นเดินหน้า “Siam Photon Project” เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน 3 GeV ที่ EECi ระยอง เตรียมลงนามเงินกู้ JICA พ.ย.นี้ วางเป้าเปิดเต็มรูปแบบ ก.ค. 2577
KEY
POINTS
- ประเทศไทยร่วมมือกับญี่ปุ่น (JICA) ในการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน 3 GeV ซึ่งจะเป็นศูนย์วิจัยแสงซินโครตรอนที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
- โครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จังหวัดระยอง โดยมีกำหนดการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2577
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ เชื่อมโยงงานวิจัยขั้นสูงเข้ากับภาคอุตสาหกรรม และผลักดันให้ EECi เป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาค
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยโครงการสร้าง เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV เครื่องที่ 2 ของประเทศ หรือ “Siam Photon Project” ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ภายในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi จังหวัดระยอง
โดยตั้งเป้าให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่มีบทบาทเชื่อมต่อระหว่างงานวิจัยขั้นสูงกับภาคอุตสาหกรรม และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการวิจัยของภูมิภาคอาเซียน
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า โครงการมีความคืบหน้าสู่ขั้นตอนสำคัญ โดยมีแผนลงนาม สัญญาเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในเดือนพฤศจิกายน 2569
หลังการเจรจาเงื่อนไขเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการประมวลความเห็นเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569
หลังจากนั้น แผนงานกำหนดให้เริ่มกระบวนการก่อสร้างและสั่งผลิตชิ้นส่วนสำคัญในเดือนสิงหาคม 2571 อาคารปฏิบัติการวิศวกรรมและอาคารรับรองมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2572
ขณะที่อาคารหลักสำหรับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนและอาคารบริหารคาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม 2574 จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงติดตั้งและทดสอบระบบ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2575 ถึงเมษายน 2577 ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแก่ผู้ใช้งานจากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่าง ๆ ในเดือนกรกฎาคม 2577
จาก “เครื่องมือวิจัย” สู่โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ
ความน่าสนใจของโครงการไม่ได้อยู่เพียงที่การสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ แต่คือการวางซินโครตรอนให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมงานวิจัยกับการพัฒนาอุตสาหกรรม
โดยเครื่องใหม่จะใช้พลังงานอิเล็กตรอนระดับ 3 GeV และเป็นเทคโนโลยีซินโครตรอนรุ่นที่ 4 ซึ่งออกแบบให้ผลิตแสงที่มีความสว่างสูงสำหรับการศึกษาวัสดุและโครงสร้างในระดับอะตอมและโมเลกุล
ข้อมูลของ EECi ระบุว่า เครื่องใหม่มีเส้นรอบวงประมาณ 321.3 เมตร ใช้เทคโนโลยี Double Triple Bend Achromat หรือ DTBA และคาดว่าจะให้แสงซินโครตรอนที่มีความสว่างสูงกว่าเครื่องปัจจุบันอย่างมาก โดยรองรับระบบลำเลียงแสงได้มากถึง 22 ระบบตามข้อมูลโครงการของ EECi
ขณะที่เอกสารโครงการของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนระบุว่า เครื่อง 3 GeV ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องกำเนิดแสงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับงานวิจัยเมื่อเทียบกับเครื่องปัจจุบันที่มีระดับพลังงาน 1.2 GeV
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับงานวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ พลังงาน การเกษตร อาหาร สิ่งแวดล้อม และสาขาอื่น ๆ โดยปัจจุบันมีระบบลำเลียงแสง 12 ระบบ และ 14 สถานีทดลองให้บริการนักวิจัย
การมีเครื่องใหม่ที่ EECi จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการรองรับงานวิจัยที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงของวัสดุในระดับอะตอม รวมถึงการพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
EV–ชิป–พลังงาน ใช้ซินโครตรอน “มองเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น”
หนึ่งในโจทย์สำคัญคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ เพราะแสงซินโครตรอนสามารถใช้ศึกษาการทำงานและการเปลี่ยนแปลงของวัสดุในแบตเตอรี่ในระดับอะตอม ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจกลไกที่เกิดขึ้นภายในและนำข้อมูลไปออกแบบวัสดุขั้นสูงที่มีสมรรถนะดีขึ้น
ด้าน เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถใช้ศึกษาคุณสมบัติและโครงสร้างของวัสดุ ตลอดจนช่วยวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย
สำหรับ อุตสาหกรรมพลังงาน ซินโครตรอนสามารถนำมาใช้ศึกษาวัสดุสำหรับการผลิตและกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
ขณะที่ภาควัสดุศาสตร์สามารถใช้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะ วัสดุคอมโพสิต และวัสดุขั้นสูง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระทรวง อว. ยังชี้ให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้กับ การแพทย์ อาหาร การเกษตร วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ โดยเฉพาะการศึกษาระดับโครงสร้างของสาร โปรตีน ไวรัส และเอนไซม์
ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่งานวิจัยยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรและอาหาร
อีกมิติที่น่าสนใจคือ โบราณคดีและนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถใช้เทคนิคทางแสงในการวิเคราะห์องค์ประกอบของตัวอย่างโดยไม่จำเป็นต้องทำลายตัวอย่างในบางกรณี ช่วยให้นักวิจัยศึกษาที่มา โครงสร้าง และองค์ประกอบของวัตถุทางประวัติศาสตร์ รวมถึงตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานนิติวิทยาศาสตร์ได้ละเอียดขึ้น
วังจันทร์วัลเลย์ สู่ “เมืองวิทยาศาสตร์” เชื่อมวิจัยกับอุตสาหกรรม
การเลือกพื้นที่ วังจันทร์วัลเลย์ เป็นที่ตั้งโครงการไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวาง EECi ให้เป็นระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
โดยพื้นที่ดังกล่าวมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรมหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง BIOPOLIS, ARIPOLIS, FOOD INNOPOLIS และ SPACE INNOPOLIS ซึ่งถูกออกแบบให้เชื่อมต่อการวิจัย การทดสอบ และการนำเทคโนโลยีไปใช้เชิงพาณิชย์
ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนยังได้ทำข้อตกลงใช้พื้นที่กับ ปตท. และสถาบันวิทยสิริเมธี หรือ VISTEC เพื่อพัฒนาโครงการเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน 3 GeV และอาคารปฏิบัติการในวังจันทร์วัลเลย์ รวมพื้นที่ประมาณ 88 ไร่ สะท้อนการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ให้เชื่อมโยงกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ EEC โดยตรง
,
ในมุมของการพัฒนาเมือง นี่จึงไม่ใช่เพียงโครงการสร้าง “เครื่องเร่งอนุภาค” แต่เป็นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานความรู้ของเมือง ที่สามารถดึงนักวิจัย บุคลากรทักษะสูง ภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจเทคโนโลยีเข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน
จากการผลิตจำนวนมาก สู่การแข่งขันด้วย “นวัตกรรม”
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ระบุว่า โครงการซินโครตรอน 3 GeV ถูกวางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า
ซึ่งเปิดให้ภาคอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพ และนักวิจัยเข้าถึงได้ และสามารถนำข้อมูลจากการทดลองมาประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยวิเคราะห์โจทย์อุตสาหกรรมและลดระยะเวลาการวิจัยและพัฒนา
หากโครงการเดินหน้าได้ตามแผน การเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคม 2577 จะทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือวิจัยระดับแนวหน้าที่สามารถรองรับโจทย์ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุ แบตเตอรี่ ชิป พลังงาน อาหาร การแพทย์ ไปจนถึงงานวิจัยด้านโบราณคดีและสิ่งแวดล้อม
และที่สำคัญกว่านั้นคือ การนำโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นี้มาตั้งอยู่ใน EECi อาจทำให้ วังจันทร์วัลเลย์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่วิจัย แต่กลายเป็นจุดเชื่อมระหว่าง “วิทยาศาสตร์–อุตสาหกรรม–เมือง” ของไทยในระยะยาว
โดยมีซินโครตรอน 3 GeV เป็นหนึ่งในโครงสร้างหลักสำหรับผลักดันงานวิจัยจากห้องทดลองไปสู่ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ที่มา: กระทรวง อว., สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน), EECi







